Friday, April 20, 2018

ให้เริ่มต้นที่ “WHY”


กับเหตุการณ์บางอย่าง
ถ้าหากเรารู้เหตุผลในการกระทำของเรา
ทุกอย่างมันก็จบ
มันก็จะไม่มีคำถามค้างคาใจ


ถ้าหากเรารู้เหตุผลว่าทำไมเราจะต้องทำในสิ่งนี้
ว่าเราทำไมจะต้องตื่นตั้งแต่เช้า
ว่าเราทำไมจะต้องทำงานหนัก
ว่าเราทำไมจะต้องทำ นั่น นี่ โน่น


หากเรารู้เหตุผลในการกระทำของเราที่ชัดเจน
ก็แสดงว่าเรารู้จุดหมายปลายทางของชีวิต ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเรา เราทำไปเพื่ออะไร


บางคนเขาก็ทำในสิ่งที่เขากระทำเพื่อที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น
บางคนเขาก็ทำในสิ่งที่เขากระทำเพื่อครอบครัวของเขา
บางคนเขาก็ทำในสิ่งที่เขากระทำเพื่อที่จะมีร่างกายที่แข็งแรง


อย่างนี้เป็นต้น


ดังนั้นถ้าหากเรารู้เหตุผลในการกระทำของเรา
ทุกอย่างมันก็จบ
มันก็จะไม่มีคำถามค้างคาใจเลยจริง ๆ


หากวันใดที่ชีวิตเราสับสน
รู้สึกเคว้งคว้าง หาทางเดินในชีวิตไม่เจอ
ลองหลับตาและก็นึกดูว่า สุดท้ายแล้วเหตุผลของการกระทำของเรานั้นมันคืออะไร


มนุษย์เราเกิดมาเพื่อที่จะสู้ชีวิต
เราก็คงต้องสู้ชีวิตกันต่อไป
เดินตามหาฝันกันต่อไป

เหนื่อยได้ ท้อได้ พักได้ แต่อย่าหยุด

Tuesday, April 17, 2018

สังคมเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย


หลายครั้งที่เราต้องเดินมาทางที่ซิดนีย์ มาเพื่อทำงานบ้างหรือบางทีก็มาเข้าสัมมนา

จากการที่เราได้ใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ที่วูลลองกอง Wollongong แล้วก็ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่นั่น เราไม่ค่อยมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาในซิดนีย์มากเท่าไหร่ ไม่เหมือนตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัย ตอนสมัยเด็ก ๆ ที่เราเดินทางเข้ามาในซิดนีย์เป็นว่าเล่น

จากชีวิตที่เงียบสงบที่วูลลองกงอ ทำงานในเมืองรอบนอกที่ทิศตะวันออกติดกับทะเล และทางด้านทิศตะวันตกติดกับภูเขา มันเป็นชีวิตที่เงียบสงบและก็เรียบง่าย แต่ทุกครั้งที่เราจะต้องเดินทางเข้ามาทำงานหรือมาเข้าสัมมนาที่ซิดนีย์ เราจะต้องตื่นแต่เช้าแล้วขับรถมาจอดไว้ที่ Sutherlands เมืองใกล้ ๆ กับซิดนีย์ แล้วก็นั่งรถไฟเข้าซิดนีย์อีกประมาณ 30 นาที

สิ่งที่เราสังเกตเห็นก็คือ:

- รถไฟจะแน่นและแออัดหลังจาก 7:30am

- คนบนรถไฟก็จะนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็ tablet ไม่สนใจใคร

- เด็ก ๆ นักเรียนวิธีเดินทางจากแถวเมืองรอบนอกเพื่อเข้าไปเรียนในซิดนีย์ก็จะนั่งฟังเพลงจากมือถือ หรือไม่ก็เล่นมือถือกันเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 99.99%

- หลาย ๆ คนจะนั่งทำงานในคอมพิวเตอร์ laptop ซึ่งเรานั่งข้าง ๆ ก็สามารถแอบมองเห็นได้ว่าเขากำลังทำอะไร ข้อมูลของบริษัทหรือข้อมูลของลูกค้าอาจมีการรั่วไหลได้นะครับ ใครที่ชอบนั่งทำงานบนรถไฟควรระวังด้วย

- ทุกคนเร่งรีบ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ดูทุกคนเดินหรือวิ่งแข่งกับเวลามากเลย เป็นอะไรที่ rat race (หนูตะเภาวิ่งในวงล้อ) มาก ๆ เป็นอะไรที่เราไม่ต้องการ เราไม่ต้องการ life style แบบนั้น เราก็ได้แต่บอกตัวเองหรือข้างในว่า “ไม่นะไม่” เราไม่ต้องการชีวิตการทำงานแบบสังคมในเมืองที่มันวุ่นวายแบบนี้

เราเห็นชีวิตการทำงานของคนในเมืองที่เร่งรีบ มันเป็นการตอกย้ำว่า การทำงานแบบ rat race มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อจริงๆ day-in day-out และก็รอเงินเดือนตอนสิ้นเดือน มันทำให้เราคิดถึงชีวิตการทำงานที่เราเคยทำงานแบบนี้ 4 ปีที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเราเห็นแล้วมันก็ทำให้เราตอกย้ำแนวความคิดที่ว่า เราจะต้องหาอะไรทำ ทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ทำอะไรก็ได้ที่สามารถ generate passive income ที่มีเงินหรือรายได้เข้ามาตลอดไม่ว่าเราจะทำงานหรือไม่ก็ตาม หรือชีวิตการทำงานที่สามารถทำงานที่บ้านได้

การที่เราได้เดินทางเข้ามาทำงานในซิดนีย์ ถึงแม้จะนาน ๆ ที มันก็เป็นการตอกย้ำให้เรารู้ว่า ชีวิตการทำงานในสังคมเมืองนั้นมันวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ต้องการชีวิตการทำงานแบบนี้มากน้อยแค่ไหน มันทำให้เป้าหมายการทำงานในชีวิตของเราเด่นชัดมากขึ้น ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของการทำงานของเรานั้น เราต้องการชีวิตการทำงานแบบไหนกันแน่

Note: โพสต์ทุกโพสต์เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ...

Saturday, April 7, 2018

ความสุขในบั้นปลายของชีวิต


เคยคิดกันบ้างมั้ยว่า คนเราหนะไม่แก่เกินที่จะฝัน

มีหลาย ๆ คนที่ต้องเก็บความฝันของตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะสถานการณ์หลาย ๆ อย่างในชีวิตมันอาจจะต้องทำให้เราต้องทำหน้าที่ของคนในครอบครัวก่อน บางคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองก่อน ก่อนที่จะมีเวลามาตามหาฝันของตัวเอง

เราคิดว่าการที่คนเรามีความฝัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิต มันทำให้ชีวิตเรามีค่า ไม่ใช่แค่เกิดมา แล้วก็ตายไปโดยเปล่าประโยชน์

เรารู้จักผู้หญิง 2 คน ณ กาลครั้งหนึ่งเราเคยทำงานร่วมกัน คนหนึ่งเป็นเพื่อนที่สนิท เขาเป็นอาจารย์สอนชั่วคราว สอนวิชาคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่าอายุของเขากับของเราจะห่างไกลกัน เขาคนนั้นอายุตอนนี้ก็น่าจะประมาณ 50-51 ปี เขาเป็นคุณยายแล้ว มีหลานเล็ก ๆ แล้ว เขาก็ส่งเสียลูก ๆ ของเขาจนเรียนจบมหาวิทยาลัยกันทุกคน ลูกของเขาทั้ง 3 คน ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดี บางคนก็เรียนต่อปริญญาโท คนส่วนมากที่ประเทศออสเตรเลียถ้าเผื่อเรียนต่อปริญญาโท เขาจะเรียนด้วยเงินของเขาเอง พวกเขาจะไม่ค่อยไปวุ่นวายกับเงินทองของพ่อแม่เท่าไหร่ในการเรียนปริญญาโท

เพื่อนคนนี้ ตอนนี้ก็เหมือนว่าเขาได้ทำหน้าที่ของแม่ที่ดีแล้ว ชีวิตบั้นปลายที่เหลือเขาก็กำลังที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง ทำอะไรที่ตัวเองใฝ่ฝันอยากจะทำบ้าง เขาบอกว่า เขาจะเลิกเป็นอาจารย์สอน มาหางานอะไรทำเล่น ๆ ไป แค่ part-time หาเงินพอเลี้ยงตัวเองก็พอ เพราะเขาไม่มีภาระอะไรที่ต้องดูแลลูก ๆ แล้วหนิ เขาก็กะจะลงเรียนอะไรสักอย่าง part-time ไปด้วย เรียนในสิ่งที่เขาสนใจ ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ คนเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามหาฝันตอนอายุ 51 นี่ยังไม่สายนะครับ นี่แหละสปิริตของความเป็นคน

เขาบอกว่าเขาสนใจเรื่องปรัชญาชีวิต เรื่องศาสนา เขาก็คงจะเรียนต่อทางด้านนั้น เราก็ดีใจด้วยที่เขากำลังตามหาฝัน ตามหาความสุขของตัวเอง ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ

เขาทำเพื่อลูก ๆ ทำเพื่อคนในครอบครัวมามากแล้ว ถึงเวลาแล้วสินะ ที่เขาจะทำอะไรเพื่อตัวของเขาเองบ้าง

ในขณะเดียวกัน เราก็รู้จักกับผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่ง เขาเป็นแม่ของเพื่อนเราเอง เขาเรียนไม่สูงนัก เขาเรียนจบแค่ high school ทำงานในออฟฟิศ ส่งเสียลูก ๆ ทุกคนจนจบมหาวิทยาลัย ลูก ๆ ทำงานกันหมดแล้ว อยู่มาวันหนึ่งเขาก็บอกลูก ๆ ว่า แม่จะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนะ จะไปเรียนต่อทางด้านคุรุศาสตร์ เพื่อที่จะออกมาเป็นครูสอนนักเรียนประถม ลูก ๆ ก็สนับสนุนคุณแม่เขาเต็มที่ เพราะว่าคุณแม่เขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว นี่ก็เป็นตัวเอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่คนเรา เขาทำตามความฝันของตัวเอง ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ ถึงแม้ว่าเขาจะต้องรอกว่าครึ่งชีวิตเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น มันก็ยังไม่สายเกินไป

บางทีชีวิตคนเรามันก็สำคัญนะครับ ที่เราจะต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่า ตอนนี้สิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นสิ่งที่เราชอบมั้ยหรือว่าเป็นสิ่งที่เราทำเพื่อหาเลี้ยงชีพและก็ดูแลครอบครัว

ดูแลครอบครัวแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะครับ
ชีวิตเรา เราเลือกได้ เราเลือกที่จะตามหาฝันเราได้ ไม่มีใครแก่เกินที่จะฝัน


ขอให้ทุกคนมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตนะครับ

...เพราะฉะนั้น มันถึงเป็นเช่นฉะนี้...

Thursday, March 22, 2018

The Subtle Art of Not Giving a Fuck



4 บทแรกก็รู้เลยว่า “ไม่ใช่”

เราก็ไม่แน่ใจนะว่าหนังสือเล่มนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ไหน
อาจจะเป็นพวกปรัชญาชีวิต
หรือกึ่ง ๆ จิตวิทยา

แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราก็อ่านหนังสือพวกนี้มาเยอะแล้ว

ที่ซื้อและดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้มา
ก็เพราะเห็นวางขายตามร้านหนังสือเยอะแยะมากมาย

เราก็เลยขอลองซะหน่อย
พอได้ลองแล้วก็รู้เลยว่า “ไม่ใช่”

เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ “ไม่ใช่” สำหรับเรา

อาจเป็นเพราะด้วยคุณวุฒิ และก็วัยวุฒิที่แตกต่าง

ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะ “ไม่ใช่” สำหรับเรา
แต่ก็อาจจะ “ใช่” สำหรับคนอื่นก็เป็นได้

แต่เท่าที่ฟังจาก Audio book ที่ดาวน์โหลดมา
4 บทแรกไม่มีเนื้อหาอะไรเลย

เราคิดว่าไม่คุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไป

แต่ก็ไม่เป็นไรนะ

เราต้องสามารถเรียนรู้กับทุกเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตได้
เราก็พยายามวิเคราะห์ว่า หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้มีดีอะไรมากมาย
แต่ทำไมถึงมีวางขายอยู่ไปทั่ว

อาจจะเป็นชื่อหนังสือที่โดนใจ
อาจจะเป็นหน้าปกที่ดูแรงก็เป็นได้

จริง ๆ แล้วเราก็สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการตลาด
การ promote หนังสือ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้
เผื่อมันจะเป็นประโยชน์ต่อเราในภายภาคหน้า ก็อาจเป็นได้

ทุกสถานการณ์
ทุกเหตุการณ์
มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

เราพยายามที่จะมองหาข้อดี
และเรียนรู้จากทุกสถานการณ์ให้ได้

ก็เพราะชีวิตคือการเรียนรู้
ก็เพราะสถานการณ์ จะดี หรือจะร้าย มันขึ้นอยู่กับ mindset และวิธีการคิดของเรานี่แหละ


หลังจากที่ฟัง audiobook นี้ 4 บทแรก เราก็เลยเข้าไป search ใน Internet ดูว่า Mark Manson คือใคร

สรุปเขาก็เริ่มมาจากการเป็น blogger เขียน blog เรื่องความสัมพันธ์อะไรประมาณนี้ก่อน ก็เขียนเรื่องนั้น เรื่องนี้ ไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็ออกมาเขียนหนังสือ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ 2 ของเรา

สรุปแล้ว แค่ profile คนเขียนเราก็คิดว่าไม่ ok แล้วหละสำหรับเรา เราต้องการอะไรที่ subtle มากกว่านี้

หลังจากนั้นก็อุตส่าห์ฟังทุกครั้งที่ขับรถ ฟังไปจนหมดเล่มเพราะไหน ๆ ก็ซื้อมาแล้ว

หนังสือมีทั้งหมด 9 บท
เราก็ฟังไปจนจบ

ไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไรน่าสนใจ
แต่มันก็เป็นประสบการณ์ สอนให้เรารู้ว่า ต่อไปจะซื้อหนังสือเล่มไหนมาอ่าน ให้ลองดู profile ของคนเขียนด้วย ว่าเรา ok กับ profile เขาหรือเปล่า

เราอาจจะเป็นคนเรื่องมากนิดหนึงในการอ่านหนังสือ
เพราะเราอ่านหนังสือมาเยอะแล้ว (ไม่ได้แปลว่ารู้เยอะนะครับ) เราต้องการ value for money ในการซื้อหนังสือด้วย

หนังสือเล่มนี้ เราไม่แนะนำเลย
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า "ไม่ใช่"

เพราะฉะนั้น มันถึงเป็นเช่นฉะนี้


#จอห์นเผ่าเพ็ง #เพราะฉะนั้น #มันจึงเป็นเช่นฉะนี้
Twitter: johnJPP168
YouTube channel: “John Paopeng”