Monday, June 11, 2018

The Automatic Millionaire


The Automatic Millionaire

หนังสือ The Automatic Millionaire ของ David Bach มันหนังสือที่เก่ามากแล้ว เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ Apr 2005.

เนื้อหาอะไรหลาย ๆ อย่างสำหรับปี 2018 เราคิดว่าเป็นเนื้อหาและความรู้ที่หลาย ๆ คนคงรู้หรือได้ยินกันมาบ้างแล้ว

เราก็รู้จักหนังสือเล่มนี้จากการฟัง podcast ของ Tim Ferriss ก็เลยซื้อ audiobook มาฟัง

เนื้อหาและ concept ของหนังสือเล่มนี้คือพูดถึงเรื่องการจัดการเรื่องการเงินของแต่ละบุคคล

เราไม่จำเป็นต้องมีรายได้หรือเงินเดือนที่เยอะแยะมากมาย แต่ถ้าเรารู้จักที่จะแบ่งเงินรายได้ของแต่ละเดือนออกเป็นสัดส่วน เราก็สามารถประสบความสำเร็จทางด้านการเงินได้ อย่างเช่น

- เงินเดือนที่ได้มา 10% ให้หักออกไปจากรายได้เราเลย เพื่อการลงทุนระยะยาว ดังนั้นเราก็ควรที่จะมีการวางแผนเพื่อการลงทุนระยะยาวด้วย หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า แค่ทุกวันนี้ก็จะไม่มีกินอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะให้ลองทำกันดูนะครับ อย่างเช่น ถ้าเรามีรายได้มา $100 เราก็เก็บเอามาใช้จ่าย นั่น นี่ โน่น $90 ส่วน 10% ของรายได้เนี๊ยะให้หักจากรายได้ของเราไปเลยทันที ถ้า 10% นี้ไม่ได้เข้าบัญชีประจำของเรา เราก็จะไม่มีการหยิบเงินส่วนนั้นมาใช้ บางคนอาจจะเปิดบัญชีเป็น long-term deposit หรือบางคนอาจจะหัก 10% เข้าบัญชี super ไปเลยก็ได้ เพราะ super คือการลงทุนระยะยาว ส่วนตัวเราเอง งานของ "J Migration Team", เราให้ลูกค้าที่ทำ case consult กับเราโอนตังค์เข้าบัญชีของ Brickx.com.au ที่เราเปิดเอาไว้เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะตังค์พวกนี้ไม่ได้เข้าบัญชีสำหรับการใช้จ่าย เราจับต้องไม่ได้ เราก็จะไม่ใช้จ่ายมัน ซึ่งถ้าหากเราให้เงินทุกบาททุกสตางค์เข้ามาบัญชีส่วนตัวเรา เราจับต้องได้ง่าย เราก็จะมีการจับจ่ายได้ง่ายเช่นเดียวกัน นี่ก็อีกหนึ่ง strategy ที่เราใช้ หลาย ๆ คนก็ลองนำเอาไปประยุกต์ใช้ได้นะครับ นี่ก็ถือว่าเป็นอีกระบบที่ automate คือเรา set ระบบทุกอย่างเอาไว้แล้ว ก็ไม่ต้องคอยจัดการเรื่องนี้ทุกวัน set ให้เป็นระบบ แล้วก็ลืมมันไปเลย ไม่ต้องไปจับต้องมันอะไรมาก ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรมาก

- หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า รายได้ไม่มากพอที่จะเก็บสะสม แต่ทุกวัน ทุกเช้า เขามีเงินจ่ายค่ากาแฟ ถ้าเป็น Soy Latter แก้วใหญ่ที่เราเคยสั่งประจำก็ $5.50 ราคาประมาณนี้ แล้วแต่ร้าน ถ้าเราสั่งดื่มทุกวันจนเป็นนิสัย นั่นคือ

$5.50 x 356 วัน = $1,958 ต่อปี

หลาย ๆ คนก็อาจจะสั่ง muffin หรือ babana bread ด้วย สำหรับ breakfast ตอนเช้าก่อนไปขึ้นไปทำงานที่ office, muffin หรือ babana bread ที่ cafe หลาย ๆ ที่แถวออฟฟิตเราที่ Wollongong ก็ตกประมาณ $3.5 ถึง $3.80
นั่นคือ
$3.50 x 52 weeks x 5 วันที่ทำงาน Mon-Fri = $901

เอาเป็นว่า เราคำนวณว่า เราดื่มกาแฟทุกวัน $5.50 x 356 วัน = $1,958 ต่อปี
แต่ซื้อ muffin เฉพาะวันที่ทำงาน 
$3.50 x 52 weeks x 5 วันที่ทำงาน Mon-Fri = $901

นั่นคือ $1,958 + $901 = $2,868 ต่อปี

นี่คือรายจ่ายที่หลาย ๆ คนจ่ายตอนเช้าก่อนขึ้นไปทำงานที่ office
แล้วไหนจะช่วง coffee break, ช่วง afternoon break อีกหละ
นี่คือเราคำนวณแค่กาแฟวันละแก้วต่อวันนะ
หลายคนอาจจะสั่งหลายแก้ว รายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตรงจุดนี้

นี่เป็นอะไรที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลาย ๆ คนมองข้าม
หลาย ๆ คนคิดแค่ว่ามันคือรายจ่ายของแค่วันนั้น แต่เราลืมที่จะคูณด้วย 356 เพราะปีหนึงมี 356 วัน

หากเราสามารถหักรายจ่ายตรงจุดนี้ออกไป $2,868 ต่อปี แล้วเอาตังค์ตรงจุดนี้ไปลงทุนทุก ๆ ปีเป็นระยะเวลา 10 ปี 

$2,868 x 10 = $28,680.00

แต่มันต้องได้เยอะกว่า $28,680 อยู่แล้ว เพราะถ้าฝากเป็นเงินฝากประจำแบบ long-term deposit มันก็ต้องได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าอยู่แล้ว หรือเราก็สามารถนำเอาตังค์ตรงจุดนี้ไปซื้อหุ้น ไปลงทุนอะไรก็ว่าไป และถ้าจะซื้อหุ้นก็คือซื้อหุ้นแบบ "ซื้อแล้วเก็บ" เป็นการซื้อเพื่อการลงทุน investing (investor) ไม่ได้เป็นแบบซื้อมา ขายไป แบบนั้นจะเป็นแบบ trading (trader)

เราจะเห็นได้ว่า การลงทุน ไม่จำเป็นต้องรอให้รวยหรือมีตังค์เยอะ ๆ ก่อนถึงจะสามารถลงทุนได้

มันขึ้นอยู่กับการบริหารเงิน และแนวคิดด้วย

David Bach ก็ได้ยกตัวอย่างพวก case study ที่น่าสนใจหลาย ๆ case อย่างเช่น

คน ๆ หนึ่งทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ เป็นพนักงานประจำ มีรายได้ประมาณแค่ US$40,000 ต่อปี สมัยโน้น นานมาแล้ว แต่เขาก็ทำเป็นระบบ automatic มีการหักเงินรายได้ก่อนจ่ายเข้าไปอีกบัญชีหนึ่งเพื่อลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เขาทำอย่างนี้ทุก ๆ เดือน ทุก ๆ ปี

พอเกษียณ เขามีเงินในบัญชีของเขาหลายล้าน US$ มาก

นี่ก็เป็น 1 case study นะครับ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ concept คือถ้าเราทำอะไรที่เป็น automatic ทุก ๆ เดือน ทุก ๆ ปี ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องคอยไป manage หรือดูแลทุกวัน เราก็ดำเนินชีวิตของเราไปตามปรกติ

Anyway.... ใครจะได้ idea หรือ concept อะไรจาก blog นี้ จาก post นี้ ก็สุดแล้วแต่การเลือกที่จะคิดขอแต่ละคนนะครับ


Saturday, June 9, 2018

ความไม่เที่ยง


"ความไม่เที่ยง"


ทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้มันมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
ทุกสิ่งอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง
ทุกสิ่งอย่าง ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน


ทุกสิ่งอย่าง มันผ่านมาแล้ว  แล้วก็ผ่านไป
ลาภยศสรรเสริญ ความรักความใคร่ การชอบพลอก็เหมือนกัน มันผ่านมาแล้ว แล้วก็ผ่านไป เหมือนเช่นทุกสิ่งอย่าง


วันนี้คนเรารักใคร่ชอบพลอกันได้
พรุ่งนี้ความสัมพันธ์อาจจะเปลี่ยนแปลง


หากเราคิดได้เช่นนี้
หากเรารู้เท่าทัน
ชีวิตเราก็จะไม่เป็นทุกข์ เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของสัจธรรมของชีวิต


เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
ความรัก ความใคร่ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ก็เช่นเดียวกัน


ทุกสิ่งอย่างในชีวิตนี้มันช่างไม่มีอะไรแน่นอนเสียนี่กระไร


เราไม่ควรที่จะไปยึดติดกับอะไรมากมาย
รูป รส กลิ่น เสียง ความรู้สึก ลาภยศสรรเสริญ มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเลยจริง ๆ


หากเรามัวยึดติดกับสิ่งเหล่านี้
หากเราไม่รู้เท่าทัน
ชีวิตเราก็จะกลายเป็นทาสของความรู้สึก
กลายเป็นความทุกข์


ความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย
ความรู้สึกที่กังวล
ล้วนแล้วแต่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ทั้งสิ้น


หลายสิ่งอย่างในชีวิตมันคือภาพลวงตา
เมื่อไหร่ที่เราตกเป็นเหยื่อของมัน เมื่อนั้นชีวิตเราก็จะเป็นทุกข์


เมื่อไหร่ที่เรารู้เท่าทัน
เราก็สามารถที่จะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้
และเมื่อนั้นเราคงก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ไปได้


พินิจพิจารณากับทุกสิ่งอย่าง ทุกเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตเรา


ทุกสิ่งอย่างล้วนแล้วแต่มีที่มาและก็ที่ไป
ทุกสิ่งอย่างล้วนแล้วแต่มีเหตุ และมีผลในตัวของมันเอง
หากเราคิดได้เช่นนี้ ชีวิตเราก็จะมีความสุข
หากเราคิดได้เช่นนี้ ชีวิตเราก็จะมีความทุกข์น้อยลง


ฉันใดก็ฉันนั้น

ก็เพราะฉะนั้น มันถึงเป็นเช่นนี้

ขอโทษ


ก็มีบ้างเป็นบางครั้งที่เราทำอะไรผิดพลาดไป
เราก็ต้องรู้จักที่จะยอมรับผิด แล้วก็นำเอาสิ่งเหล่านั้นไปปรับปรุงหรือแก้ไข

เฉพาะการทำงานของเราที่จะต้องเจอหรือ dealing กับคนหมู่มาก

แน่นอน ทุกคนที่เข้ามา ทุกคนมีพื้นฐานชีวิตและครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เขาคิดอาจจะไม่เหมือนกัน

สิ่งที่เขาพยายามจะสื่อสาร กับสิ่งที่เราตีความ มันอาจจะมีการคลาดเคลื่อนไปได้

อาจจะด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด หรือวัยคึกคะนองที่น่าตี ก็อาจเป็นได้ มันก็อาจจะมีการเลือกใช้คำด้วยอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม

ก็อาจจะมีบ้างที่เราทำตัวไม่น่ารัก
ก็อาจจะมีบ้างที่เราไปสร้างแผลใจให้ใครบางคน
เราจะต้องยอมรับกับสิ่งที่เราได้ทำพลาดลงไป

เราจะต้องไม่ถือตัว
ไม่มีทิฐิใด ๆ ทั้งสิ้น
หากเราไม่สามารถก้าวข้ามเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้
ชีวิตเราก็จะไม่มีทางเดินไปข้างหน้าได้
มันจะไม่มีการปลดล็อค
ดังนั้นเราจะต้องไม่มีทิฐิ เราจะต้องไม่มีการถือตัว

เราผิด ก็ต้องว่ากันไปตามผิด
เราล่วงเกินใครไป เราก็ต้องรู้จักที่จะขอโทษแล้วน้อมนำสิ่งเหล่านั้นไปปรับปรุงชีวิตของเรา นำเอาไปแก้ไขในส่วนที่มันบกพร่องของเรา

เราไม่ได้เพอร์เฟค
เราก็ยังต้องมีการเรียนรู้

หากเราสามารถก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้ ทุกสิ่งอย่างในชีวิตมันก็ไม่ยากเกินไปแล้วหละ

อนัตตาคือการมีตัวตน
ถ้าหากเราไม่มีอนัตตา เราก็ไม่มีตัวตน
ถ้าเราไม่มีตัวตน เราก็ไม่ต้องถือตน
เมื่อไหร่ที่เราก้าวข้ามสิ่งนี้ไปได้ เราก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์

สรุปแล้วคนเราจะสามารถก้าวข้ามความทุกข์ไปได้หรือไม่ มันอยู่ที่ใจของเรานี่เอง ไม่ใช่ที่อื่นเลย

สังคมและโลกใบนี้ ทุกวันนี้มันก็วุ่นวายและสับสนมากพออยู่แล้ว อาจเป็นเพราะคนเราที่ถือทิฐิกันมาก อาจเป็นเพราะคนเรายึดถือเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ยึดถือเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง

หลาย ๆ คนคิดว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนรอบตัวเขาอยู่
หลาย ๆ คนคิดว่าเขาคือศูนย์กลางของจักรวาล

ขอเราอย่าเป็นคนแบบนั้นเลย
โลกทั้งใบไม่ได้หมุนรอบตัวเราจ๊ะ
เราจะต้องอยู่ในสังคม มีการติดต่อสื่อสาร มีการทำงานร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่บนโลกใบนี้

ดังนั้นหากมันมีเหตุการณ์ที่จะต้องกระทบกระทั่งกันบ้าง
หากมันมีเหตุการณ์ที่เราทำอะไรผิด พลาดพลั้งไปบ้าง เราก็ต้องรู้จักที่จะ “ขอโทษ” ยอมรับผิด แล้วเราก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า

เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์อะไรในครั้งนี้บ้าง

ทุกเหตุการณ์ในชีวิตมันคือบทเรียน
ทุกสิ่งอย่างในชีวิตที่เข้ามา เราสามารถเรียนรู้กับเหตุการณ์เรานั้นได้ ถ้าเราฉลาดพอ พอถ้าเราเลือกที่จะคิด ถ้าเรารู้จักที่จะเลือกพิจารณา สถานการณ์ทุกสิ่งอย่างมันมีแต่ได้และก็ได้ ไม่มีเสีย

ได้ประสบการณ์
ได้ความรู้
ได้แนวคิดแบบใหม่

ชีวิตคนเราเราก็ต้องมีการเรียนรู้ ปรับปรุง และก็แก้ไข
คนที่ไม่มีการเรียนรู้ คือคนที่ตายแล้ว

คนที่ยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ ไม่สามารถก้าวข้ามเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างได้ เข้าก็ไม่สามารถปลดล็อคอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตได้ ชีวิตเขาก็จะเป็นทุกข์

ชีวิตนี้ สุขหรือทุกข์ เราเลือกได้
ดังนั้นเราก็ต้องก้าวข้ามเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างในชีวิตของเราไปให้ได้

เหตุการณ์และความผิดพลาดของเราในครั้งนั้น
เราก็ต้อง “ขอโทษ” ยอมรับผิด
นำเอาไปปรับปรุงและแก้ไข
และก้าวข้ามเหตุการณ์เหล่านั้นไปให้ได้
หากเราทำได้เช่นนี้
เราก็คิดว่า “ชีวิตเราก็จะมีความสุข”

Friday, June 8, 2018

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเรียกกันว่า ”น้ำใจ”


สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเรียกกันว่า ”น้ำใจ”


ทุก ๆ วันเราทำงานก็เหนื่อยพอแล้ว
เราก็เหนื่อย
แฟนเราก็เหนื่อย
ชีวิตครอบครัวของเรา ถ้าจะให้มานั่งทำกับข้าวกินกันเองเราคงไม่มีเวลาหรอก
แค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว


Lifestyle ชีวิตของแต่ละคน แต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน


เราไม่ judge ใคร
เราก็ได้แต่แอบหวังว่าคงไม่มีใครมา judge เรา :)


ทำงานทุกวันก็เหนื่อยพอแล้ว
มันก็ต้องมีบ้างที่เราต้องฝากท้องไว้กับคนอื่นบ้าง
เราสั่งอาหารจากร้านพี่ที่เรารู้จักกัน เราไม่ต้องโทรเข้าเบอร์ร้านจ๊ะ
เราส่งข้อความเข้ามือถือของพี่เจ้าของร้านเลย
สายตรงว่างั้นเถอะ


ทุกครั้งที่น้องคนนี้สั่งอาหารกับพี่
พี่เค้าก็ต้องให้อะไรติดไม้ติดมือกับน้องคนนี้ตลอดเวลาเลย
อาจจะเป็นน้ำพริกบ้าง
อาจจะเป็นขนมจีนบ้าง


สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พี่เขาทำให้เรา
สำหรับพี่เขาแล้วมันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ใหญ่โต
แต่สำหรับเราแล้ว คนที่เขาทำข้าวกินเองไม่เป็น วาสนาจะได้กินไหมขนมจีนเหรอ ไม่ต้องพูดถึง
ร้านอาหารไทยที่แถว Wollongong ก็ไม่มีขายด้วย
มันไม่เหมือนร้านอาหารไทยในซิดนีย์นะ


แล้วยิ่งแฟนเราไม่ใช่คนไทยด้วยแล้วหละก็ อาหารไทยเหรอ หมดสิทธิ์จ๊ะ
อยากกิน พงกเราก็ต้องออกไปกินกันข้างนอก


สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พี่เขาทำให้เรา
ให้ นั่น นี่ โน่น ติดไม้ติดมือมา
เขาเรียกกันว่า “น้ำใจ” และ “ความเมตตา”
พี่เขาเมตตากับเด็กตาดำดำอย่างเรา
แค่นี้เราก็ซาบซึ้งแล้ว


คนที่เขาทำกับข้าวกินเป็น คนที่เขามีพรสวรรค์ทางด้านอาหาร
เขาคงไม่รู้หรอกว่า คนที่ทำกับข้าวกินเองไม่เป็นเลย สำหรับเราแล้ว อาหารการกินคือเรื่องใหญ่มาก


ต้องเป็นแบบว่า ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน :)


วันนี้ก็เช่นเดียวกัน
ได้ขนมจีนน้ำยากลับมาทานที่บ้าน
มันได้อารมณ์จริง ๆ


ขอบคุณนะครับพี่ที่เมตตาลูกเป็ดตาดำ ๆ อย่างเรา