Tuesday, November 24, 2009

ปากเธอเหม็น รู้มั๊ย

มีหลายคนคิดว่า วันหนึ่งแปรงฟัน 2 ครั้งก็พอ ตอนเช้าที และก็ก่อนนอนที จริงๆแล้ว แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง หนะ พอจริงเหรอ พี่เจ ว่าไม่พอนะ

เนื่องด้วยว่าพี่เจทำงานกับคนมาเยอะ เจอะเจอคนมาเยอะ เวลาพูดใกล้ๆใครเนี๊ยะ เราต้องมั่นใจว่าเราไม่มีกลิ่นที่ไม่ต้องประสงค์ เพราะว่าตัวพี่เจเอง เจอมาบ่อยที่ต้องพูดกับคนใกล้ๆ แล้วเค๊ากลิ่นปากแรง อะไรประมาณเนี๊ยะ บางคนหนาตาดี สวย แต่พอพูดออกมา เราอยากจะเดินหนีมากเลยหนะ เพราะมีกลิ่นปาก

พี่เจก็เลยอยากจะเขียนบอกกับทุกคน ณ ที่นี้ว่า เรื่องของกลิ่นปากหนะ สำคัญนะ มันสื่อถึงอะไรต่างๆ เกี่ยวกับตัวเรามากมาย image สำคัญนะ

ปกติพี่เจตื่นเช้ามาก็จะแปรงวันแบบรีบๆ เพียงเพื่อให้ตัวเองสดชื่นหรือตื่นจากพวัง ก็แค่นั้นเอง หลังจากนั้นก็จะดื่มกาแฟ แต่ทุกครั้งที่จะออกจากบ้านก็จะแปรงฟันอีกรอบหนึ่ง เพราะรู้ตัวว่า ตอนเช้าที่แปรงไปครั้งแรกหนะ แปรงแบบลวกๆจริงๆ พอแปรงฟันก่อนออกจากบ้าน เราก็มั่นใจมีอีกเยอะเลยแหละ

ถ้าพี่เจทำอะไรอยู่ข้างนอก ทำงาน หรือทานข้าวมาจากข้างนอก ถ้าได้มีโอกาสกลับบ้าน ก็จะแปรงฟันก่อนออกจากบ้านเสมอ สรุปคือ ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านเนี๊ยะ ถ้าดื่มหรือทานอะไร พี่เจก็จะแปรงฟันก่อนที่ออกไปข้างนอกอีกเสมอ

ส่วนเรื่องแปรงฟันก่อนนอน ก็เป็นอะไรที่ต้องทำอยู่แล้วหละ งั้นไม่ขอเขียนถึงจุดนี้ก็แล้วกัน

ทุกครั้งที่พี่เจ กลับไปเมืองไทย ก็ต้องไปขูดหินปูน และตรวจฟันเป็นประจำเลย หมอฟันจะบอกว่า ฟันแข็งแรง ไม่ผุ ตลอดเลย นี่คือผลพลอยได้

ก็อยากจะบอกว่าน้องๆ รักษาและระวังเรื่องกลิ่นปากให้ดีๆ สงสารคนที่เค๊าคุยด้วยหน่อยเถอะ บางทีคุยกับเพื่อน เพื่อนก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าเตือน เพราะเกรงใจ และก็กลัวเราเสียหน้าด้วย อะไรทำนองเนี๊ยะ ให้แปรงฟันวันหนึ่งบ่อยๆ อย่าขี้เกียจ อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีกลิ่นปาก ตัวเราเองหนะ ไม่ได้กลิ่นปากตัวเองหรอก จะเป็นคนอื่นสะมากกว่า คนข้างเคียงหรือคนที่เราคุยด้วย

Thursday, November 19, 2009

ชีวิตเด็กนักเรียน ที่น่าสงสาร

ช่วงนี้ พี่ J ได้มีโอกาสไปฝึกสอนที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แถวๆ Wollongong โรงเรียนที่ไปเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในระแวกและย่านชุมชนที่ ครอบครัวส่วนใหญ่ มีรายได้น้อย ติดยา ติดเหล้า หรือไม่มีงานทำ พี่เจก็ไปสอน Maths และ Comp (Computing) ที่โรงเรียนแห่งนี้ พี่เจต้องฝึกสอนทั้งหมด 30 วัน ตอนนี้ก็ฝึกสอนมาได้ 5 อาทิตย์แล้ว

ที่ได้ฝึกสอนที่นี่ ได้เรียนรู้ ได้เห็น อะไรหลายๆอย่าง โรงเรียนที่นี่เป็นโรงเรียนรัฐบาล บรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ก็จะแตกต่างจากโรงเรียนเอกเชน หรือโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมือง Wollongong เอง พี่เจเองก็เขียน blog เก็บเรื่องราวและรายละเอียดต่างๆ เป็นอีก blog หนึ่ง แต่คงให้ทุกคนอ่านไม่ได้ เพราะข้อมูลหลายๆอย่าง sensitive มาก เดี๋ยวโดน sue ได้ ซวยเลย

เด็กนักเรียนที่นี่มีชีวิตหลากหลาย คละเคล้ากันไป พี่เจก็ได้มีโอกาสสอนทั้ง top class และ lower class. Top class ก็จะเป็นเด็กเรียน ส่วน lower class ก็จะเป็นเด็กมีปัญหานิดหนึ่ง ทั้งเรื่องการเรียน และ behaviour problems

ทุกครั้งที่สอน top class, พี่เจจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ดีมาก เพราะเด็กๆตั้งใจเรียนดีมาก ครู Asianได้มีโอกาสสอนเด็กฝรั่งหัวทอง ก็ได้อารมณ์แปลกๆไปอีกแบบหนึ่ง

แต่พอได้มีโอกาสสอนเด็ก lower class แล้ว รู้สึกสงสารมากเลย คิดอยู่ในใจว่า ทำใมนะ ชีวิตคนเรา มันช่างไม่แฟร์เลยจริงๆ เพราะเด็กใน lower class แบบว่าสอนอะไรไป เค๊าก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกัน เค๊าจะทำ จะคิด อะไรแบบช้าๆ พี่เจมีความรู้สึกว่า ชั่วโมงสอน 50 นาที บางทีไม่ค่อยพอด้วยซ้ำสำหรับเด็ก lower class เพราะนักเรียนเหล่านี้ ต้องสอนและอธิบายไปอย่างช้าๆ

พี่เจก็อดคิดไม่ได้ว่า อยากจะนั่งยาว 2-3 ชั่วโมง นั่งอธิบาย ทำแบบฝึกหัด ให้พวกเค๊าได้เข้าใจไปเลย แต่มันก็ทำไม่ได้ เพราะพอ the bell ring ทุกคนก็ต้องไปเรียนวิชาอื่น พอเลิกเรียนทุกคนก็กลับบ้าน มันไม่มีการติวเข้ม หลังเลิกเรียน อะไรแบบนั้น เหมือนที่เมืองไทย เห็นแล้วก็อดที่จะหดหู่ไม่ได้ นักเรียนที่อยู่ top class หนะ พี่เจไม่ห่วงหรอก พวกนั้นเรียนเก่งอยู่แล้ว แต่พวก lower class นี่สิ กลับบ้านไป พวกเค๊าเหล่านั้นจะได้มีเวลาหรือโอกาสทบทวนบทเรียนหรือเปล่า พี่เจก็ไม่รู้ เพราะสะภาพที่บ้านอาจไม่เอื้ออำนวย พี่เจอยากช่วย แต่ก็คงช่วยได้เท่าที่เวลาเอื้ออำนวย บางทีก็เรียกเด็กให้เข้ามาพบช่วง recess แต่ก็ทำได้ไม่บ่อยนัก เพราะจะบอกเด็กทีไร เวลามันก็ผ่านไปเร็ว the bell ก็ ring แบบไม่ทันตั้งตัวตลอดเลย

น้องๆหลายคนที่มาเรียนเมืองนอกที่นี่ พี่เจก็อยากจะให้นึกถึงเด็กที่เค๊าด้อยโอกาสบ้าง พวกเรามีโอกาสดี ได้มาเรียนเมืองนอก เรียนในสถาบันที่มีคุณภาพ อย่างมหาลัย Wollongong พี่เจก็อยากจะให้ทุกคนตั้งใจเรียน เรียนให้จบ ให้ได้คะแนนดีๆ ให้พ่อแม่และครอบครัวที่เค๊าอุตห์ส่าส่งเสียเรามาเรียน ได้มีความภาคภูมิใจ เพราะค่าเรียน ค่าครองชีพ และทุกๆอย่างที่นี่ ไม่ได้ถูกเหมือนเมืองไทยเลย อยากให้น้องๆทุกคนใช้ชีวิตให้เป็น ใช้เวลาให้คุ้มค่า ใช้โอกาสที่ได้มาให้เป็นประโยชน์ ชีวิตพวกเราดีกว่าเด็กนักเรียนหลายๆคนที่พี่เจไปฝึกสอนมา ดีกว่าเยอะเลยทีเดียวแหละ

รู้มั๊ยว่าพวกเราหนะโชคดีขนาดใหน

Monday, October 26, 2009

ว่าด้วยเรื่องของบัว

คงแปลกใจหละสิ ว่า "บัว" คืออะไร วันนี้เรามาคุยเรื่องของบัวกันดีกว่า

อันว่า "บัว" นั้น มีหลายประเภท บางประเภทก็มุดติดอยู่ใต้โคลนตม บางประเภทก็โผล่จากตมแล้ว บางประเภทก็โผล่ปลิ่มๆ เหนือน้ำ ปางประเภทก็โผล่ขึ้นเหนือน้ำแล้ว

เปรียบแล้ว ก็เหมือนกับคนเราเลย คนเราก็มีหลายประเภทเช่นเดียวกัน บางประเภทก็กระโหลกหนา บอกอะไร สอนอะไร อธิบายอะไร ก็ไม่ค่อย get เท่าไหร่ บางคนบอกอะไร ก็ get เข้าใจง่าย บอกครั้งเดียว คุยครั้งเดียว รู้เรื่อง

บางประเภทก็มีแปลกๆ จะหนา ก็ไม่เชิงหนาสะทีเดียว จะบางก็ไม่บางสะทีเดียว ชอบคิดเอง ออเอง คิดว่าทำอย่างนี้ถูก คิดว่าทำอย่างนั้นถูก แต่ไม่ได้หันไปดูคนรอบข้างว่าเค๊าคิดกันยังไง ความเกรงใจเป็นยังไง

นี่แหละหนา มนุษย์
Whey you gonna learn???
When you gonna learn???

Wednesday, October 21, 2009

ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ หาใครสักคนมาช่วยคิด

วันนี้ พี่เจ... มาแปลก
วันนี้ อยากจะบอกทุกคนว่า "ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้" ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสขนาดใหน ให้ระลึกไว้เสมอว่า
ไม่ว่าปัญหาจะน้อยใหญ่ขนาดใหน ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ อย่าด่วนตัดสินใจทำอะไรโดยที่ไม่คิดไตร่ตรอง อย่าย้ำคิดย้ำทำคนเดียว หาใครสักคน เพื่อนที่รู้ใจ เพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ ใครก็ได้ สักคน มานั่งคุยด้วย มาปรึกษาด้วย

ปัญหาอะไรก็ตามแต่ ถ้าค่อยๆแก้ไปทีละเปราะ พี่เจ... คิดว่าปัญหามันก็จะค่อยๆคลี่คลายไปเอง คงไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าบางที เราคิดคนเดียว ทำคนเดียว ปัญหาเล็กๆมันอาจจะดูใหญ่เกินตัวเราคนเดียวที่จะรับมือกับมันได้ แต่ถ้าลองได้ใครสักคนสิ มาช่วยคิด มาช่วยหาวิธีแก้ปัญหากัน ปัญหาต่างๆก็คงจะไม่หนักหนาเกินกำลัง

ปัญหาทุกอย่าง มีทางแก้ อย่าทำร้ายตัวเอง
เพราะบางทีการที่เราทำร้ายตัวเราเอง คนที่เจ็บมากที่สุดอาจจะไม่ใช่เราก็ได้ อาจจะเป็นคนรอบๆข้างเราที่เค๊ารักเราก็ได้ สงสาร และเห็นใจคนรอบข้างด้วยนะ เพราะการที่เราทำร้ายตัวเองหรือลงโทษตัวเอง มันอาจจะเป็นการทำร้ายคนรอบข้างเราเสียมากกว่า

คิดให้ดี ก่อนที่จะทำอะไรลงไป คิดช้า คิดนานๆ ไตร่และตรอง