Saturday, January 16, 2016

สอนให้ชาวประมงให้ตกปลา


มีบ่อยครั้งมั๊ยที่คนใกล้ตัวมาขอความช่วยเหลือ นั่น นี่ โน่น ตลอด 

ไม่มีก็ขอ ไม่มีก็ขอ...

เพราะการขอมันของ่ายๆ ไม่ได้แบมือขอเหมือนสมัยก่อน ไม่ต้องเจอหน้า ไม่ต้องโดนเทศนา เพราะสมัยนี้ "คนชอบขอ" เขาขอกันทาง social network, ขอกัน ทาง LINE ขอกันทาง Facebook

เอะอะอะไรก็ขอละ "หมุนไม่ทัน"

จริงๆแล้วพวกที่ชอบอ้างว่า "หมุนไม่ทัน" อะไรเนี๊ยะ ถ้าคนเรามันมีน้อย ใช้น้อยค่อยบรรจงนะ ปากไม่กี่ปาก ท้องไม่กี่ท้อง มันจะไม่พอกินกันเลยเหรอ ก็หัดอยู่กันแบบพอเพียงและเพียงพอกันสะมั่งสิ อยู่กับธรรมชาติ ใช้เท่าที่เรามี สิ่งใหนไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ไม่ต้องไปวิ่งตามกระแสสังคมอะไรต่างๆนาๆ มันก็น่าจะอยู่ได้นะ อาจจะไม่เลิศหรูอะไร แต่ก็คงไม่อดตาย 


หาของเล่นให้ลูก ก็ทำไปสิ ม้าก้านกล้วย ทำไมจะต้องเป็น iPad ทำไมจะต้องเป็น tablet ด้วย ไม่เข้าใจ.... ก็ยังไม่เคยเห็นข่าวว่าเด็กตายเพราะไม่ได้เล่น tablet นะ พวกที่ชอบซื้อของเล่นแพงๆให้ลูกหนะ พวก "พ่อแม่รังแกฉัน" หรือเปล่า

ส่วนสำหรับคนทำธุรกิจ พวกที่ชอบบอกว่า "หมุนไม่ทัน" เพราะต้องการอะไรเพิ่มมาต่อเติม มาทำธุรกิจ ถ้าธุรกิจไม่ดี ก็ดูแลลูกค้าสิ ใส่ใจลูกค้าสิ สินค้าดี บริการดี ทุกๆอย่างมันก็ต้องดีขึ้น อาจจะใช้เวลาหน่อย ไม่ใช่วันๆมัวแต่เล่นมือถือกันอยู่นั่นแหละ ไม่ได้ตั้งใจทำมาหากินอะไร แล้วก็ชอบบอกว่า "หมุนไม่ทัน"

การช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง มันก็ต้องมีกำหนดและกฎเกณฑ์ ถ้าช่วยไปแล้ว เขารู้จักเอาไปหมุน เอาไปต่อยอด มันก็น่าช่วย แต่ถ้าช่วยไปแล้ว เหมือนถมดินลงทะเล เพราะดูพฤติกรรมแล้ว ดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็ไม่เห็นอยากจะช่วยตัวเองเลย เพราะว่า "ขอ" สะจนเคยชิน ยังใช้ชีวิตเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าคนเรามันไม่พอกิน มันก็ต้องมีการเปลียนแปลง lifestyle กันมั่งสิ ถ้ายัง กิน เล่น เที่ยว เหมือนเดิมแล้วมันจะไหวอะไรเนี๊ยะ

เหนื่อยนะ กับการที่ต้องเป็นผู้ให้ตลอด...

อยากนะ อยากจะช่วย อยากจะให้ แต่มันก็มีขอบเขต

อยากที่จะสอนชาวประมงให้หัดตกปลากินเอง ไม่อยากที่จะหยิบยื่นปลาให้ตลอดเหมือนที่เคยทำมา เพราะถ้าเราคอยแต่จะหยิบยื่นปลาให้เขาตลอด ชาวประมงเองก็คงจะตกปลากินเองไม่เป็นสักที

เป็นชาวประมงตกปลา มันก็คงมีบ้างที่บางวันก็อาจจะได้ปลาเยอะ หรือบางวันที่อาจจะไม่ได้ปลาเลยก็ได้ ถ้าวันใหนตกปลาไม่ได้แล้วค่อยแวะมาเอาปลากับคนอื่นสิ แต่ก็อย่าแวะมาเอาปลาบ่อยจนเป็นนิสัย เพราะถ้าแวะมาเอาปลาบ่อยๆ ตัวชาวประมงเองก็คงจะตกปลาเองไม่เป็นสะที

วันนี้ชาวประมงไปตกปลากันหรือยังเอ่ย หรือว่าเป็น พวกนอนตื่นสาย พวกอายหากิน พวกหมิ่นเงินน้อย พวกนอนคอยวาสนา...

Friday, January 15, 2016

ปล่อยลมหายใจทิ้งไปวันๆ


ไม่ว่าที่ออสเตรเลียหรือที่ใหนๆก็มักจะมีคนบางจำพวกคือ พวกที่ "หายใจทิ้งไปวันๆ" คนพวกนี้เหรอ ชีวิตพวกเขาจะมีข้ออ้าง นั่น นี่ โน่น ชีวิตไม่เคยทำความผิดอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันผิดพลาด มันเป็นความผิดของคนอื่นหมด ไม่ใช่ความผิดของเขา เขาไม่ผิด

พวกนี้จะชอบมีข้ออ้างว่า เขาหางานไม่ได้ก็เพราะว่าคนไม่จ้างเขา แต่เขาไม่ได้มองย้อนกลับและคิดเลยนะว่า การที่คนเราจะหางานได้มันต้องมีทักษะ มีความรู้ และมีลักษณะบุคลิกที่คล่องแคล่ว

ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้อะไร เรียนอะไรก็ไม่จบ ไม่เคยขวานขวายหาอะไรทำ หาความรู้ใส่ตัว วันๆนั่งอยู่ที่บ้านสุบบุหรี่ ดื่มเบียร์ เมาส์แตกกับคนประเภทเดียวกัน พวกประเภท "หายใจทิ้งไปวันๆ" ถ้าเขาอยู่กันแบบนี้ วงจรวิถีชีวิตแบบนี้ ชีวิตเขาก็คงวนเวียนอยู่กันแบบนี้แหละ โดยเฉพาะที่ออสเตรเลียที่พวกคนตกงาน พวกไม่มีงานทำ พวกรายได้ต่ำจะได้รับเงินสวัสดิการสังคมจากรัฐบาล พวกนี้ก็จะเกาะกินรัฐบาลไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยคิดที่จะทำอะไรกัน

คนประเภทนี้เหรอ วันๆก็เอาแต่ได้สุมหัวกันคุยกันเรื่องไร้สาระไปวันๆ ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรให้ชีวิตมันงอกเงยขึ้นมาเลย ไม่ต่างจากพวกบัวใต้น้ำ

ถ้าไม่มีความรู้ หางานไม่ได้ ก็ไปเรียนเพิ่มสิ โดยเฉพาะที่ออสเตรเลียรัฐบาลส่งเสริมการเรียนอยู่แล้ว รัฐบาลมีสวัสดิการให้เรียนฟรีเยอะแยะ แต่พวกนี้ก็เลือกที่จะไม่ไปเรียนกัน

ถ้าหางานไม่ได้ ก็ต้องดูบุคลิกตัวเองสิ ว่าแต่งตัวยังไง สามารถ present ตัวเองให้กับนายจ้างได้มั๊ย ถ้าพุงมันโย้กินเนื้อที่ทำงาน เดินเหินไม่คล่องตัว ถ้ามามัวกินๆนั่งๆนอนๆอยู่กับบ้าน แล้วพุงมันจะยุบมั๊ยหละ ไม่ได้ว่าคนพุงโย้นะ แต่อยากพูดถึงบุคลิกคนส่วนรวม total image และก็ people mindset ก็แค่นั้นเอง เพราะยังไงเสียเวลาคนเราไปสมัครหรือหางานทำ 100 ทั้ง 100 บอกได้เลยว่า นายจ้างเขาดูที่รูปร่างและบุคลิกด้วย ไม่ต้องหล่อ ไม่ต้องสวย แต่ต้องดูดี มีบุคลิก นี่คือโลกของความเป็นจริงในการหางานทำ ในการที่อยากจะให้คนจ้างเราทำงาน เล็กๆน้อยๆที่หลายๆคนมองข้ามกัน ถ้าแต่งตัวม่อซ่อ ผมเผ้ารุงรัง อยากจะรู้ว่าจะมีคนมาจ้างเขาไปทำงานมั๊ย


สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ถ้าคนเราไม่คิดที่จะปรับปรุงตัวเองนะ ก็บอกได้เลยว่า พวกนี้เกิดมาเสียเวลาจริงๆ ชีวิตมันดูไร้ค่า ไม่มีจุดหมาย ปล่อยวันๆให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ ดูๆแล้วมันก็น่าสมเพชจริงๆนะ คนประเภทนี้

สิ่งที่เราทำได้ในแต่ละวันก็คือ เดินถอยห่างจากคนประเภทนี้ เดินเลี่ยง ไม่ขอสุงสิง

Tuesday, December 29, 2015

โทษตัวเองจะดีกว่ามั๊ย


เราเคยมีเพื่อนบ้านที่เคยพักอยู่ชั้นล่างของตึก แต่ตอนนี้ได้โดนให้ย้ายออกจากตึกไปแล้ว สาเหตุเพราะว่า
  • เล่นดนตรีตอนดึก หลัง 4 ทุ่ม หลังเที่ยงคืน และชอบทำเสียงดังโครมครามตอนดึกๆ เหตุผลเพราะเขาไม่พอใจเพื่อนบ้านข้างๆห้องที่อยู่ติดกัน
ส่วนเราเองไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขาหรอก เพราะเราพักอยู่ข้างบนเพียงแต่ว่าครอบครัวเราต้องการนอนเวลากลางคืนหนะ เพราะเราเองต้องทำงานและลูกก็ต้องไปโรงเรียน พวกเราไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนพวกคนว่างงานเหล่านี้ หรือพวกรับจ้างทั่วไปที่บางทีก็มีงานทำมั่ง บางทีก็ไม่มี

เสียงดังดึกๆดื่นๆครั้งแรกเราพอทนได้ แต่บ่อยๆเข้า ชักได้ใจเพราะไม่มีใครร้องเรียน สุดท้ายทั้งเราและเพื่อนบ้านรอบๆข้างก็ได้ทำการร้องเรียนไปที่บริษัทที่ดูแลตึก และสุดท้ายฝรั่งคนนี้ก็ต้องย้ายออกพร้อมกับสุนัขของเขา

อดีตเพื่อนบ้านคนนี้มีรถตู้ที่เขาดัดแปลงให้เป็นบ้านเคลื่อนที่ เพราะเขาเคยคิดว่าจะขับรถไปรอบๆประเทศ ไปหารับจ้างตามเมืองนั้นที เมืองนี้ที และเล่นดนตรีตามผับ เล่ล่อนไปเรื่อยๆ เพราะหย่าแล้วกับเมีย ลูก 2 คนก็ไม่ได้ดูแล สรุปแล้วคือ ชีวิตเขาดูๆแล้วมันก็เป็นพวก "ชีวิตบัดซบ" เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย มีแค่รถกับสุนัข 1 ตัว

การที่คนที่ออสเตรเลียจะหาบ้านเช่าได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเจ้าของตึกเองหรือบริษัทที่ดูแลตึกก็ต้องดูว่า คนที่จะมาเช่าตึกหรือเช่าห้องนั้น มีคุณสมบัติ มีศักยภาพทางการเงินสามารถจ่ายค่าเช่าได้ตลอดไปหรือเปล่า

ถ้าหากการงานไม่มั่นคง เขาก็หาที่เช่าได้ยาก

อดีตเพื่อนบ้านคนนี้ก็เลือกที่จะทำตัวเป็นพวกเล่ล่อน คือนอนอยู่ในรถ และไปเช่าที่จอดรถตาม caravan park ต่างๆ หรือไม่ก็จอดรถนอนตามที่จอดรถสาธารณะตามทะเล แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือ town council เองก็มีการห้ามจอดรถตามชายทะเล ในยามค่ำคืน เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของเมือง

สุดท้ายชายคนนี้ก็ต้องย้ายที่จอดรถนอนตอนกลางคืนไปเรื่อย เพราะเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็จะมาคอยไล่

ครั้นจะไปจอดตาม caravan park ถึงแม้ราคาจะถูกๆ ที่ Wollongong มีที่ให้จอดคืนละ $7 แต่บริษัท caravan park ก็ต้องการพวกที่จอดพักเป็นนักท่องเที่ยว คือมาจอดพัก 1-2 คืนแล้วก็เดินทางต่อ ไม่ใช่พวกเอารถตู้มาจอดพักเพื่อเป็นที่อยู่ถาวร สุดท้ายก็ต้องโดนไล่ออกจาก caravan park

ดูเอาเถอะคนเรา ถ้าทำตัวดี ไปที่ใหนคนก็รัก คนก็ชอบ แต่ถ้าทำตัวเป็นนักเลงกร่าง คอยหาเรื่องชาวบ้าน กัดคนนั้นที กัดคนนี้ที ต่อให้ไปอยู่ที่ใหนก็คงลำบาก

ทุกวันนี้ชายคนนี้ก็เปลี่ยนที่นอน ที่จอดรถตู้ไปเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังอยู่แถว Wollongong เพราะเราเองก็ยังเห็นรถเขาวิ่งไปๆมาๆตามทะเล ตามที่จอดรถสาธารณะอยู่บ่อยๆ


ฝรั่งที่ "ชีวิตบัดซบ" หนะเหรอ มีเยอะแยะมากมาย พวกไม่เรียนหนังสือ ไม่มีทักษะในการทำงานในการทำมาหากิน สุดท้ายแล้วก็ต้องแบมือขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งก็เป็นเงินภาษี เป็นหยาดเหงื่อจากการทำงานของพวกเรานี่แหละ

ไม่ว่าจะที่เมืองไทย ที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่ใหนๆก็ตาม ถ้าคนเราเกิดมาแล้วไม่ดิ้นรน ไม่ปากกัดตีนถีบ วันๆได้แต่นอนคอยวาสนา รอเงินหล่นลงมาจากฟ้า รอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ชีวิตเขาก็คงจะอยู่แค่นี้แหละ

สุดท้ายแล้วเขาก็คงต้องโทษตัวเขาเอง ที่ชีวิตเขาต้องมาเล่ล่อนตอนวัยกลางคน (ตอนปลาย) ถ้าหากเขาทำตัวเป็นเพื่อนบ้านที่ดี บอกได้เลยว่าคงไม่มีใครไปร้องเรียนและสุดท้ายก็ต้องโดนไล่ออกหรอก 

ส่วนเรื่องการหางานทำก็เหมือนกัน คนเรานะถ้าอัธยาศัยดีสะอย่าง หนักเอาเบาสู้ คิดว่าต่อให้เขาไปหางานที่ใหนก็คงไม่มีปัญหา เพราะคนอัธยาศัยดีนะ คนอื่นสามารถรับรู้และสัมผัสได้ และคิดว่าทุกคนก็พร้อมที่จะให้งานทำ

แต่ก็ดูเหมือนว่าชายคนนี้เขาก็เลือกที่จะปล่อยทิ้งชีวิตของเขาไปวันๆด้วยการ ขับรถไปเรื่อยเปลื่อย นั่งๆนอนๆอยู่ในรถตู้ ดู TV เพราะเขาปรับรถตู้ทำเป็นแบบบ้านเคลื่อนที่ ดูๆแล้วชีวิตเขาก็คงต้องเล่ล่อนจากที่จอดรถที่หนึ่งไปอีกที่จอดรถที่หนึ่งแหละ

สุดท้ายแล้ว เขาก็คงต้องโทษตัวเอง เพราะทุกสิ่งอย่างที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตเขา เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาและเขาเองก็เป็นคนเลือกในสิ่งที่เขาทำและในสิ่งที่เขาเป็น

... เป็น...อยู่...คือ...


Monday, December 28, 2015

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน


เมื่อเพื่อนสนิทกับครอบครัวเขาที่เป็นชาวพม่าแวะมาที่ Wollongong เราก็เลยออกไปเจอกัน ทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารไทยใน Wollongong เราก็ได้พูดคุยกับเพื่อนและก็ภรรยาเขา ก็ถามสารทุกข์สุขดิบไปตามประสาเพื่อนเก่า เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน

ภรรยาของแฟนเรียนจบหมอมาจากประเทศพม่า แต่การที่จบหมอมาจากประเทศพม่าไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถมาเป็นหมอที่นี่ได้เลย เปล่าเลย เขาต้องผ่านการฝึกอบรมใหม่ และไปประจำอยู่ตามโรงพยาบาลตามเมืองรอบนอกเป็นเวลา 2 ปี ทุรกันดารมาก เมืองหนึ่งที่เขาต้องไปประจำปีแรก อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 5-6  ชั่วโมง แต่เขาก็ต้องไป ทิ้งลูก ทิ้งสามีไปอยู่ถิ่นทุรกันดาร เป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ เขาจะมาหาลูก มาหาสามีประมาณเดือนละครั้งเอง และเดือนต่อไปสามีกับลูกก็จะเป็นฝ่ายไปหา สลับกันไปมาอย่างนี้เป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ

แต่ก็โชคดีที่มีแม่สามีช่วยดูแลลูกตอนนั้น

พอปีที่ 2 เขาก็ได้ย้ายจากโรงพยาบาลจากเมืองทุรกันดาร มาอยู่เมืองรอบนอกเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้ทุรกันดารเหมือนปีแรกมาก คราวนี้เมืองที่เขาประจำอยู่ อยู่ห่างจากบ้านที่ Sydney ประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากเหมือนปีแรก แต่เขาก็กลับบ้านทุกอาทิตย์มาหาลูกมาหาสามีไม่ได้ เขาจะกลับมาทุก 2 อาทิตย์ เพราะการเดินทาง 4 ชั่วโมงทุกๆอาทิตย์ ไป-กลับก็ 8 ชั่วโมงแล้ว จะให้เดินทางทุกอาทิตย์ก็คงไม่ไหว และค่าน้ำมันเองก็แพงด้วย

เขากับหมอชาวต่างชาติ ชาวอินเดียที่ฝึกงานอยู่ด้วยกัน ก็เลยแชร์รถกันทุกๆ 2 อาทิตย์เพื่อขับรถกลับเข้า Sydney มาหาครอบครัวทุกๆ 2 อาทิตย์

เราเห็นเพื่อนและภรรยาเขาใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ ช่วง 2 ปีแรกที่ภรรยาเขาต้องไปฝึกงานที่โรงบาลตามถิ่นชนบท บอกได้เลยว่าตอนนั้นสงสารและเห็นใจครอบครัวเพื่อนมากเลย เราเองก็ได้แต่ให้กำลังใจ ชีวิตคนเรามันต้องสู้จริงๆถึงจะอยู่รอด มันไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเลย

พอครบ 2 ปี ภรรยาเพื่อนก็สามารถย้ายเข้ามาประจำอยู่ตามเมืองใกล้ๆบ้าน และสามารถทำงานที่คลีนิคได้ด้วย แต่ว่าช่วง 10 ปีแรก หมอที่จบจากต่างประเทศมาห้ามทำงานคลีนิคตามเมืองใหญ่ๆ เป็นระยะเวลา 10 ปี เพราะรัฐบาลต้องการให้หมอไปทำงานตามคลีนิคตามหัวเมืองรอบๆนอกมั่ง เพราะหมอตามเมืองใหญ่ๆมีเยอะมากแล้ว หมอตามเมืองรอบนอกยังขาดแคลน

ภรรยาเพื่อนเราก็ขับรถไปไม่ไกลมาก แค่ 40-45 นาที ก็ถือว่าอยู่เขตรอบนอกแล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะขับรถแค่นี้เอง ที่ออสเตรเลียเราถือว่าเป็นเรื่องปกติ และหมอเองทำงานที่คลีนิครายได้ก็ดีอยู่แล้ว ชีวิตของเพื่อนและภรรยาก็เริ่มดีขึ้น แม่ก็ได้อยู่กับลูกและสามีทุกวัน ไม่ต้องแยกกันอยู่เหมือน 2 ปีแรก

มาวันนี้ 10 ปีผ่านไป ภรรยาเพื่อนเราสามารถทำงานในคลีนิคตามเมืองใหญ่ได้แล้ว ไม่มีข้อกำหนดอะไรอีกต่อไปเหมือนช่วงแรกๆ เราเห็นชีวิตครอบครัวของเพื่อนเราแล้ว เราก็จะยิ้มและชื่นชมชีวิตพวกเขาอยู่ในใจอยู่ลึกๆว่า ชีวิตเขาผ่านอะไรมามั่ง จากช่วง 2 ปีแรกที่ต้องไปฝึกงานตามโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร มันเป็นการอดเปรี้ยวไว้กินหวานจริงๆ เพราะบอกได้เลยว่าช่วง 2 ปีแรกของพวกเขาไม่ได้สบายเลย การแยกกันอยู่และก็มีลูกเล็กๆที่ต้องเลี้ยงดู ถ้าไม่อึดจริงก็คงลำบาก

อยากจะบอกทุกคนว่า ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อดทนสักนิด อึดกันสักหน่อย อดเปรี้ยวไว้กินหวานกัน ชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ชีวิตมันจะต้องดีขึ้น

ชีวิตคนเรามันต้องสู้... ต้องสู้ จึงจะชนะ...