Friday, June 8, 2018

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเรียกกันว่า ”น้ำใจ”


สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเรียกกันว่า ”น้ำใจ”


ทุก ๆ วันเราทำงานก็เหนื่อยพอแล้ว
เราก็เหนื่อย
แฟนเราก็เหนื่อย
ชีวิตครอบครัวของเรา ถ้าจะให้มานั่งทำกับข้าวกินกันเองเราคงไม่มีเวลาหรอก
แค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว


Lifestyle ชีวิตของแต่ละคน แต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน


เราไม่ judge ใคร
เราก็ได้แต่แอบหวังว่าคงไม่มีใครมา judge เรา :)


ทำงานทุกวันก็เหนื่อยพอแล้ว
มันก็ต้องมีบ้างที่เราต้องฝากท้องไว้กับคนอื่นบ้าง
เราสั่งอาหารจากร้านพี่ที่เรารู้จักกัน เราไม่ต้องโทรเข้าเบอร์ร้านจ๊ะ
เราส่งข้อความเข้ามือถือของพี่เจ้าของร้านเลย
สายตรงว่างั้นเถอะ


ทุกครั้งที่น้องคนนี้สั่งอาหารกับพี่
พี่เค้าก็ต้องให้อะไรติดไม้ติดมือกับน้องคนนี้ตลอดเวลาเลย
อาจจะเป็นน้ำพริกบ้าง
อาจจะเป็นขนมจีนบ้าง


สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พี่เขาทำให้เรา
สำหรับพี่เขาแล้วมันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ใหญ่โต
แต่สำหรับเราแล้ว คนที่เขาทำข้าวกินเองไม่เป็น วาสนาจะได้กินไหมขนมจีนเหรอ ไม่ต้องพูดถึง
ร้านอาหารไทยที่แถว Wollongong ก็ไม่มีขายด้วย
มันไม่เหมือนร้านอาหารไทยในซิดนีย์นะ


แล้วยิ่งแฟนเราไม่ใช่คนไทยด้วยแล้วหละก็ อาหารไทยเหรอ หมดสิทธิ์จ๊ะ
อยากกิน พงกเราก็ต้องออกไปกินกันข้างนอก


สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พี่เขาทำให้เรา
ให้ นั่น นี่ โน่น ติดไม้ติดมือมา
เขาเรียกกันว่า “น้ำใจ” และ “ความเมตตา”
พี่เขาเมตตากับเด็กตาดำดำอย่างเรา
แค่นี้เราก็ซาบซึ้งแล้ว


คนที่เขาทำกับข้าวกินเป็น คนที่เขามีพรสวรรค์ทางด้านอาหาร
เขาคงไม่รู้หรอกว่า คนที่ทำกับข้าวกินเองไม่เป็นเลย สำหรับเราแล้ว อาหารการกินคือเรื่องใหญ่มาก


ต้องเป็นแบบว่า ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน :)


วันนี้ก็เช่นเดียวกัน
ได้ขนมจีนน้ำยากลับมาทานที่บ้าน
มันได้อารมณ์จริง ๆ


ขอบคุณนะครับพี่ที่เมตตาลูกเป็ดตาดำ ๆ อย่างเรา

Saturday, June 2, 2018

วันนี้มาเป็นเด็กวัด เดินตามพระ ช่วยหยิบจับ นั่นนี่โน่น มันคือความสุข


บรรยากาศวันนี้ที่ Wollongong เป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก
ชาวพุทธหลาย ๆ คนออกมาใส่บาตรกัน
ทั้งคนไทยและคนไม่ไทย




หลาย ๆ คนรู้จักเรา
แต่เราไม่รู้จักเขา
6-7 ปีแล้วสินะที่เราไม่ค่อยได้บอกไปเดินแถว shopping centre อะไรเท่าไหร่

ไม่ได้หยิ่ง ไม่ได้เล่นตัว
คือมันไม่มีเวลาจริง ๆ จ๊ะ
24 ชั่วโมงที่เรามีอยู่ เราก็ใช้ในการทำงาน อยู่กับครอบครัว
ไปวัด ไป gym อะไรแบบนี้มากกว่า

จะให้ไปเดินเล่นใน shopping mall มันหมดสมัยแล้วหนะ
รู้สึกไม่ชอบแล้ว
อยากได้อะไร แฟนจะเป็นซื้อของเข้าบ้านมากกว่า
เสื้อผ้าก็จะไปซื้อที่เมืองไทย มันมีไม่กี่ยี่ห้อที่เราใส่; AIIZ

ถ้าเป็นเสื้อผ้าที่นี่ ก็จะมีไม่กี่ยี่ห้อ ไม่กี่ sytle ที่เราใส่
แฟนจะเป็นคนซื้อให้ทั้งหมด

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนที่ Wollongong รุ่นหลัง ๆ จะไม่ค่อยเห็นเราออกไปเดินเล่นในเมือง

แตกต่างจาก 2003 - 2007 ยุคทองของพี่จอห์นแล้วหละหนูจ๋า
พี่จอห์นยุค 2015 - 2018 เป็นยุคที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนจริง ๆ

วันนี้ได้ออกไปเป็นเด็กวัด คนออกมาตักบาตรเยอะมาก
เราก็คิดว่าคงมีไม่เกิน 5
แต่นี่ที่ไหนได้ มีมา 40-50 คน

ที่ถ่าย clip มาได้คือช่วงที่เราไ่ม่ยุ่ง
ช่วงที่ยุ่ง ๆ วุ่น ๆ ช่วยพระอาจารย์เก็บของออกจากบาตร
ไม่รู้สิ มันเป็นอะไรที่มีความสุข

ชีวิตนี้เราก็ไม่ต้องอะไรมากอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องมี Ferrari สีแดง

เท่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ เราก็มีความสุขดีอยู่แล้ว
พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน ไม่จำเป็นต้องตะเกียกตะกาย
ส่วนเรื่องลูก ลูกเขาก็ต้องหากินเองไม่ใช่เหรอ
เราเลี้ยงลูกกันแบบกึ่ง ๆ คนไทย กึ่ง ๆ ฝรั่ง
แต่ไม่ใช่พวกไข่ในหิน หรือพ่อแม่หาสมบัติเอาไว้ให้ลูกใช้
เราไม่ใช่แบบนั้น เราปูทางให้เขาแล้ว ที่เหลือเขาต้องจัดการชีวิตของเขาเอง

เราคิดว่า นี่คือความสุขที่แท้จริง
มันเป็นชีวิตที่พอเพียง และก็พอเพียงอย่างแท้จริง
เราไม่ทำอะไรใหญ่เกินตัว

เรากินอิ่มแล้ว เราก็รู้จักแบ่งปัน
ชีวิตที่เหลือเราจะเป็นอย่างไร เราไม่รู้ แต่รู้ว่าชีวิตที่มีเหลืออยู่
เราจะอยู่เพื่อการสิ่งนี้ ศาสนา ภูเขา ทะเล และต้นไม้

ก็เพราะชีวิตเรา เราเลือกแล้ว

Sunday, May 20, 2018

Own The Day, Own Your Life


Own The Day, Own Your Life ของ Aubrey Marcus เป็นหนังสืออีกเล่มหนึงที่น่าอ่าน

อ่านง่าย เนื้อหาไม่แน่น อันไหนพอข้ามไปได้ เราก็สามารถข้ามไป อย่างเช่นพวกสูตรการทำอาหารเพื่อสุขภาพอะไรต่าง ๆ ซึ่งเราไม่มีเวลา หรือไม่ชอบที่จะทำอยู่แล้ว พวกนี้เราก็สามารถข้ามไปได้

เรารู้จัก Aubrey Marcus เพราะเราฟัง podcast ของ Tim Ferriss เวลาไป gym หรือช่วงที่เราเดินออกกำลังกาย

และเราก็เห็นหนังสือเล่มนี้วางขายอยู่ทั่วไปตามร้านหนังสือ แต่เราก็เลือกที่จะซื้อมาเป็นแบบ ebook แทน เพราะเราไม่ต้องหอบหิ้วหนังสือเป็นรูปเล่มไปมา

concept หรือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้คือ

ถ้าเราสามารถทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์แบบในแบบที่เราต้องการ เพราะเราทำอะไรไปแต่ละวัน ถ้าเอารวมกันทุก ๆ วัน นั่นมันก็คือชีวิตทั้งชีวิตของเรา

หนังสือก็เลยชื่อ Own The Day, ก็ประมาณว่า ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด 
Own Your Life, ก็ประมาณเรากุมบังเหียนชีวิตเรา อะไรประมาณนี้

Own The Day, ที่แปลว่าทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ไม่ได้เป็นแค่คำสวยหรู แต่ Aubrey Marcus เขียนออกมาเป็น step เลยว่า ตั้งแต่ตื่นมาตอนเช้า เราควรทำอะไรบ้าง ไปจนถึงตอนเย็น การมีเซ็กส์ และการนอน

ดังนั้นถ้าใครยังไม่เปิดใจในเรื่องเซ็กส์มากพอ ก็ยังไม่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ก็อย่าลืมว่าเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องลามก แต่เป็นเรื่องของความรัก อารมณ์ และความรู้สึก

Aubrey Marcus พูดถึงเรื่อง:

การตื่นตอนเช้า:
- hydrate ร่างกายเราก่อน ด้วยการดื่มน้ำ ไม่ใช่กาแฟ
- power shower, การอาบน้ำเย็น ๆ ที่หลาย ๆ คนทำกันรวมไปถึง Tony Robbins ด้วย
- การทานอาหารเช้าที่ควรมีโปรตีน ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต เพราะคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ไว
- อาหารเช้าไม่ใช่อาหารมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะร่างกายเรายังมีอาหารที่เก็บเป็น reserve ไว้จากอาหารค่ำของวันก่อน แต่อาหารเที่ยงเป็นอาหารที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ Aubrey Marcus ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ Daniel Pink ก็พูดถึงเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

การเดินทางไปทำงาน:
ก็ฟัง postcast หรือ audiobook
เฮ้ย อันนี้เราทำอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นตอกย้ำว่า เรามาถูกทางแล้ว

ช่วงที่ทำงาน:
ก็ควรมีการลุกเดิน หรือเปลี่ยนอิริยบทบ้าง อะไรบ้าง
หรือเลือกทำอะไรที่สำคัญก่อน
ถ้าต้องการสมาธิ ก็เปิดมือถือเป็น fligt mode (เฮ้ย อันนี้เราทำอยู่แล้ว มันก็เป็นตอกย้ำว่า เรามาถูกทางแล้ว ไม่ได้เป็นแค่เราคนเดียว)

อาหารกลางวัน:
ก็ต้องแบบว่าอย่าเอาความสะดวกสบายเป็นหลัก ต้องคิดถึงเรื่องโภชนาการด้วย Aubrey ก็ list พวกอาหารเพื่อสุขภาพนั่น นี่ โน่น มาให้ ซึ่งเราคนไทย เราคิดว่าพวกเราทานอาหารเพื่อสุขภาพมากกว่าพวกฝรั่งอยู่แล้ว

อาหารปลอดสารพิษอะไรก็ว่าไป

เครื่องดื่มก็ green tea อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งตัวเราเองก็เริ่มดื่ม green tea แทนกาแฟอยู่แล้ว ตั้งแต่ Sep 2017

ออกกำลังกาย:
Aubrey Marcus พูดถึงเรื่องการออกกำลังเยอะมาก เอาเป็นว่าแล้วแต่ใครจะถนัดก็แล้วกัน เราก็เริ่มออกกำลังกายจริง ๆ จัง ๆ มาแล้วเหมือนกัน เราก็ข้าม ๆ ตรง section นี้ไปด้วย

ช่วงที่กลับบ้าน:
ก็ต้องแบบว่าไม่ทำงานเลย 
ตรงจุดนี้เราว่ามันก็เหมาะคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างนะ แต่คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เราว่าไม่จำเป็นนะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานแบบมี home office เพราะทุกอย่างมันสามารถ integrate เข้าด้วยกันได้

เรื่องการมีเซ็กส์:
Aubrey Marcus ก็พูดถึงการมีเซ็กส์ว่าควรเป็นอะไรที่ทำกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชีวิตความรักและความต้องการจะได้สมดุล และแน่นอนการมีเซ็กส์มันก็ต้องมีความสุขทั้งคู่ อย่าเอาแต่จะได้แค่ฝ่ายเดียว :)

การนอน:
ก็ต้องนอนให้หลับสนิท อะไรประมาณนี้ ไม่รู้สิ เรามี concept ของการนอนที่แตกต่าง เราเป็นคนตื่นแต่เช้า นอน 8 ชั่วโมงเหรอ เราคิดว่ามากไปนะ สำหรับคนที่อยากจะประสบความสำเร็จ ถ้าเป็นเด็กกำลังเติบโตหนะ OK แหละ ส่วนตัวแล้วเราคิดว่า 7 ชั่วโมงกำลังพอดี แต่ถ้าได้ 6 ชั่วโมงเนี๊ยะ จะเจ๋งกว่า เพราะเราจะได้มีเวลาทำอะไรเงียบ ๆ ตอนเช้า เพื่อตัวเอง

Anyway... เราก็คิดว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าอ่านนะครับ
ถ้าซื้อมาเป็นรูปเล่มก็อาจจะแพง แต่ถ้าซื้อเป็นพวก ebook ก็จะถูกหน่อย ถือ จับ เดินทางง่ายด้วย

จอห์น เผ่าเพ็ง... เพราะฉะนั้น มันถึงเป็นเช่นฉะนี้

Friday, May 18, 2018

หนังสือที่อ่านและฟังทั้งหมดของปี 2018


ปี 2018 เราบอกกับตัวเองว่าจะเป็นปีแห่งการอ่าน
ปีแห่งการอ่านหนังสือ หรือการฟัง audiobook


ก็จะลองดูว่าปีนี้ทั้งปี เราจะอ่านหรือฟังหนังสือได้ทั้งหมดกี่เล่ม
จะเปิดโลกทัศย์ได้มากน้อยแค่ไหน

12 เดือนผ่านไป
เราอ่านและฟังได้ 43 เล่มแล้ว, as of 26 December 2018

หนังสือที่เป็นรูปเล่ม
1. Ask GaryVee ของ Gary Vee
2. ขุนเขาเกาสมอง ของ Khun Khao
3. สมองเศรษฐี ของ Khun Khao
4. สมองทองคำ ของ Khun Khao
5. อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ เขียนโดย รวิศ หาญอุตสาหะ
6. Huawei จากมดสู่มังกร เขียนโดย หยาง เช่า หลง แปลโดย ชาญ ธรประกอบ
7. แล้วความรักก็บอกกับเราว่า เขียนโดย นิ้วกลม
8. ลงทุนแมน 2.0 เขียนโดย ลงทุนแมน
9. 12 กฎทองของคนใช้สมองเป็น (Brain Rules) เขียนโดย John Medina แปลโดย วิโรจน์ ภัทรทีปกร
10. ขายเนื้อให้เหมือนหลุยส์วิตตอง เขียนโดย อีดงช็อล แปลโดย อาสยา อภิชนางกูร
11. คิดแบบภาววิทย์ เขียนโดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม
12. ลุงทุนแบบ เบน เกรแฮม เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
13. Homo Finishers สายพันธุ์เข้าเส้นชัย เขียนโดย นิ้วกลม
14. ชีวิตดีอย่างอัศจรรย์ เมื่อตื่นทุกวันตอนตี 5 เขียนโดย Jeff Sanders แปลโดย เสรี อู่ธาราสวัสดิ์
15. Steal Like An Artist; เขียนโดย Austin Kleon


หนังสือ ebook
1. Tools of Titans เขียนโดย Tim Ferriss
2. Crushing It เขียนโดย Gary Vee
3. As a Man Thinketh เขียนโดย James Allen
4. Authorpreneur เขียนโดย Jess Warren
5. Oprah, A Biography เขียนโดย Kitty Kelly
6. Own The Day, Own Your Life เขียนโดย Aubrey Marcus
7. When; The Scientific Secret of Perfect Timing เขียนโดย Daniel H.Pink
8. Money Master the Game เขียนโดย Tony Robbins
9. Affected; Emotionally Engaging Customers in The Digital Age เขียนโดย Cara Wrigle & Karla Straker
10. The Rise of YouPreneur; เขียนโดย Chris Ducker


หนังสือ audiobook
1. The Thank You Economy ของ Gary Vee
2. The Automatic Millionaire ของ David Bach
3. Zero to One ของ Peter Thiel และ Blake Masters
4. Elon Musk โดย Ashlee Vance
5. Principles; Life and Work ของ Ray Dalio
6. Tiger Woods เขียนโดย Jeff Benedict และ Armen Keteyian 
7. "Open: The Autobiography" ของ Andre Agassi 
8. "Shoe Dog A Memoir by the Creator of Nike" เขียนโดย Phil Knight
9. Purple Cow: Transform Your Business by Being Remarkable" เขียนโดย Seth Godin
10. Steve Jobs; The Exclusive Biography by Walter Isaacson
11. Finding My Virginity by Sir Richard Branson
12. My Story by Julia Gillard
13. Losing My Virginity by Sir Richard Branson
14. To Sell Is Human by Daniel H.Pink
15. The Richest Man In Babylon by George S. Clason
16. Minimalism; Live a Meaningful Live, by Ryan Nicodemus and Joshua Fields Millburn
17. Chicken Soup for the Soul, by Heidi Krupp and Jack Canfield
18. Becoming, by Michelle Obama

จอห์น เผ่าเพ็ง... เพราะฉะนั้น มันถึงเป็นเช่นฉะนี้