ในชีวิตคนเราเนี๊ยะ มันไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนจริงๆนะ คนที่เราคิดว่าสนิท เกรงใจ และผูกพันอะไรอีกหลายๆอย่าง กับคนบางคน คนบางกลุ่ม มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยจริงๆ อยู่นานๆไป อะไรหลายๆอย่างมันทำให้เรารู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มันก็คือภาพลวงตาเราดีนี่เอง ที่ผ่านมามันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
คนที่เกรงใจกันนะ คนที่สนิทกันนะ พอเอาเข้าจริงๆ เค๊าก็คิดถึงตัวเค๊าก่อนแหละ สมมุติว่าเราทำธุรกิจอย่างหนึ่ง แล้วคนที่เรารู้จัก สนิท และ คุ้นเคย อยู่มาวันหนึ่งมาทำธุรกิจเดียวกันกับเรา เปิดธุรกิจข้างๆ หรือตรงกันข้ามกับเรา เค๊าเคยคิดบ้างมั๊ยนะว่า เค๊าหนะหักหารน้ำใจเราเหรอเกิน เราเข้าใจนะว่าธุรกิจคือการแข่งขัน แต่เราขอแข่งขันกับคนที่เราไม่รู้จักได้มั๊ยหละ น้ำใจคนเรามันก็แค่นี้จริงๆเน๊อ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เงินนี่มันมาก่อนอะไรทุกอย่างจริงๆเหรอ ถ้าตายไปเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมหอบไปให้หมดก็แล้วกัน เงินทองที่หามาได้จากการหักหารน้ำใจคนที่รู้จักกันหนะ
สรุปแล้ว กาลเวลาเปลี่ยน คนเรามันก็เปลี่ยนจริงเลย นี่แหละน๊ามนุษย์ ความจริงใจมีอยู่ที่ใหนกันเนี๊ยะ อยากรู้
blog นี้...ก็จะเขียนไปเรื่อยเปื่อย จากประสบการณ์ต่างๆที่ได้เจอะเจอมา จะมีทั้งดีทั้งเลว ครบทุกรส มันส์ทุกรส แนวคิดและปรัชญาต่างๆก็จะแตกต่างกันไป มีทั้งแบบสาระแก่นสาร และ กัด จิก เจ็บ...เอง มาลองอ่านและติดตามกันดูนะครับ
Thursday, February 18, 2010
Sunday, February 14, 2010
เมื่อผู้ใหญ่ ทำตัวแย่
เคยมีบ้างมั๊ย ที่ผู้ใหญ่ที่เรานับถือ หรือเคารพ จริงๆแล้วเค๊าไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด อย่างที่เราคาดหวัง พอรู้จักกันไปนานๆ ลายเริ่มออก หางเริ่มโพล่ ถ้าเจอผู้ใหญ่หรือคนที่เราเคารพนับถือแบบนี้ ความเคารพ ความนับถือมันก็หายหมดไปแล้วหละ แนะนำเหลือเกินว่าให้หลีกห่างจากบุคคลพวกนี้ เพราะคบหรือรู้จักกันมันก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรในชีวิตขึ้นมา มีแต่จะฉุดลงต่ำ เพราะผู้ใหญ่บางคนทำตัวได้แย่ และทำตัว หอ สระ เอีย ไม้ตรี ก็เยอะ ยกมือไหว้ ก็เสียดายมือหวะ ขอคืนก็แล้วกันความเคารพความนับถือที่มีให้ และก็ขอกรวดน้ำคว่ำขัน เราพบกันชาติเดียว
ส่วนตัวพี่ J เองก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย ดังนั้นใครๆที่ยกมือไหว้อยู่ทุกวัน หรือรัก เคารพ พี่ J ก็เผื่อใจไว้นิด เผื่อวันใหนดีแตกขึ้นมาก จะได้ไม่เซ็งเป็ด
ที่เอาเรื่องผู้ใหญ่บางคนที่เรานับถือมาเขียน ก็เพราะว่า เคยมีผู้ใหญ่อยู่ 2-3 คนที่เรานับถือ บางคนก็เรียกได้ว่าเป็น idol ของเรามาก่อน (เคยเป็น idol, แต่ตอนนี้ไม่ใช่) เพราะท่านผู้นี้ก็แก่มากแล้ว 60 กว่าๆ เราเจอกันที่วัดแห่งหนึ่ง พี่ J ไปปฏิบัตธรรมที่นั่น 7 วัน เผอิญว่าผู้ใหญ่ท่านนี้ก็ไปทำบุญที่วัดพอดี และวิทยากรที่วัดก็เลยเชิญให้มาพูดคุยกับคนที่มาปฏิบัติธรรม เรารู้สึกว่าเรามี connection กับท่านก็เลยขอเบอร์โทร ก็โทรติดต่อกันเรื่อยมา แต่พอได้รู้จักกันมากขึ้น ได้เจอสมาชิกครอบครัวที่เต็มไปแต่เรื่องวุ่นวาย ครอบครัวที่แตกแยก มองหาความรักความอบอุ่นไม่มี มีแต่ความอิจฉาริษยา ใส่ร้ายกันไปใส่ร้ายกันมา ยิ่งเจาะลึกยิ่งรู้อะไรแปลกๆใหม่ๆ สิ่งที่เราเคยเห็น 30 นาทีตอนที่เค๊ามาที่วัด กับชีวิตจริงๆที่เค๊าเป็น มันช่างแตกต่างกันเหรือเกิน สรุปผู้ใหญ่ท่านนี้เค๊าเป็นอะไรกันแน่ จะเป็นอะไรก็ตามแต่ เราขอปลีกตัวออกห่างก่อนหละ เพราะรู้ได้เลยว่าเรานั้นมันคนละแนว
นอกเหนือจากนี้นะ ยังมีผู้ใหญ่อีกหลายคน ที่ชีวิตเค๊าหาความจริงใจกันไม่ค่อยจะมี วันๆไม่ทำอะไรหรอก นินทาคนโน้นที คนนี้ที พวกนี้ เราก็ขอปลีกตัวออกห่าง อย่าให้คนพวกนี้มาดึงฉุดเราให้ชีวิตต่ำลงอย่างที่พวกเค๊าเป็นอยู่
บางคนเหรอ ก็เห็นแต่แก่ได้ ความจริงใจและความเกรงใจไม่มี ทำอะไรก็จะคิดถึงแต่ตัวเองก่อนเสมอ นี่แหละน๊ามนุษย์เรา ถ้าคนเรารักกันจริง สนิทกันจริง จะคิดจะทำอะไร ต้องไม่เห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน อยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้ว ตายไปเนี๊ยะ จะหอบไปได้มั็ยไอ้เงินทองต่างๆที่ได้มาจากการหักหารน้ำใจคนอื่นเนี๊ยะ ชีวิตนี้คงไม่เจริญหรอกนะ เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ขอปลีกตัวออกห่าง พวกสูเจ้าก็จงอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะคบกับใครก็คงไม่มีความจริงใจ อยู่โดดเดี่ยวอย่างนั้นแหละดีแล้ว because your asked for it และคนที่จะคบพวกสูเจ้าได้ ก็คงเป็นประเภทเดียวกันนั่นแหละว๊า
สรุปแล้วอายุนี่มันเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ บางคนแก่จะหัวงอกอยู่แล้วยังทำตัวแย่ๆ ห่วยๆ มีอีกเยอะ อายุมันไม่ได้บ่งบองถึงความบรรลุนิติภาะอะไรมากมายเลยนะเนี๊ยะ เห็นแล้วอนาจใจอย่างแรง อย่างจะรู้ว่าบั้นปลายพวกควรเหล่านี้เค๊าจะเป็นยังไง
ถ้าเจะอเจอคนพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือแก่ ก็ขอใส่เกียร์ถอยหลังก็แล้วกันนะ......จะเอิ๊ก จะเอิีก
เออ เขียนๆมาเนี๊ยะ ขี้กากจะกินหัวป๊ะหวะ ลามปามคนแก่ แต่คิดว่าคงไม่นะ เพราะคนแก่ก็ไม่ได่ทำตัวให้ดี ให้เรานับถืออะไรเลย เราก็สระผมทุกวัน คงไม่มีขี้กากขึ้นหัวน่า ฮาาาาาาาาาาาาาาาา อย่างแรง
ส่วนตัวพี่ J เองก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย ดังนั้นใครๆที่ยกมือไหว้อยู่ทุกวัน หรือรัก เคารพ พี่ J ก็เผื่อใจไว้นิด เผื่อวันใหนดีแตกขึ้นมาก จะได้ไม่เซ็งเป็ด
ที่เอาเรื่องผู้ใหญ่บางคนที่เรานับถือมาเขียน ก็เพราะว่า เคยมีผู้ใหญ่อยู่ 2-3 คนที่เรานับถือ บางคนก็เรียกได้ว่าเป็น idol ของเรามาก่อน (เคยเป็น idol, แต่ตอนนี้ไม่ใช่) เพราะท่านผู้นี้ก็แก่มากแล้ว 60 กว่าๆ เราเจอกันที่วัดแห่งหนึ่ง พี่ J ไปปฏิบัตธรรมที่นั่น 7 วัน เผอิญว่าผู้ใหญ่ท่านนี้ก็ไปทำบุญที่วัดพอดี และวิทยากรที่วัดก็เลยเชิญให้มาพูดคุยกับคนที่มาปฏิบัติธรรม เรารู้สึกว่าเรามี connection กับท่านก็เลยขอเบอร์โทร ก็โทรติดต่อกันเรื่อยมา แต่พอได้รู้จักกันมากขึ้น ได้เจอสมาชิกครอบครัวที่เต็มไปแต่เรื่องวุ่นวาย ครอบครัวที่แตกแยก มองหาความรักความอบอุ่นไม่มี มีแต่ความอิจฉาริษยา ใส่ร้ายกันไปใส่ร้ายกันมา ยิ่งเจาะลึกยิ่งรู้อะไรแปลกๆใหม่ๆ สิ่งที่เราเคยเห็น 30 นาทีตอนที่เค๊ามาที่วัด กับชีวิตจริงๆที่เค๊าเป็น มันช่างแตกต่างกันเหรือเกิน สรุปผู้ใหญ่ท่านนี้เค๊าเป็นอะไรกันแน่ จะเป็นอะไรก็ตามแต่ เราขอปลีกตัวออกห่างก่อนหละ เพราะรู้ได้เลยว่าเรานั้นมันคนละแนว
นอกเหนือจากนี้นะ ยังมีผู้ใหญ่อีกหลายคน ที่ชีวิตเค๊าหาความจริงใจกันไม่ค่อยจะมี วันๆไม่ทำอะไรหรอก นินทาคนโน้นที คนนี้ที พวกนี้ เราก็ขอปลีกตัวออกห่าง อย่าให้คนพวกนี้มาดึงฉุดเราให้ชีวิตต่ำลงอย่างที่พวกเค๊าเป็นอยู่
บางคนเหรอ ก็เห็นแต่แก่ได้ ความจริงใจและความเกรงใจไม่มี ทำอะไรก็จะคิดถึงแต่ตัวเองก่อนเสมอ นี่แหละน๊ามนุษย์เรา ถ้าคนเรารักกันจริง สนิทกันจริง จะคิดจะทำอะไร ต้องไม่เห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน อยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้ว ตายไปเนี๊ยะ จะหอบไปได้มั็ยไอ้เงินทองต่างๆที่ได้มาจากการหักหารน้ำใจคนอื่นเนี๊ยะ ชีวิตนี้คงไม่เจริญหรอกนะ เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ขอปลีกตัวออกห่าง พวกสูเจ้าก็จงอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะคบกับใครก็คงไม่มีความจริงใจ อยู่โดดเดี่ยวอย่างนั้นแหละดีแล้ว because your asked for it และคนที่จะคบพวกสูเจ้าได้ ก็คงเป็นประเภทเดียวกันนั่นแหละว๊า
สรุปแล้วอายุนี่มันเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ บางคนแก่จะหัวงอกอยู่แล้วยังทำตัวแย่ๆ ห่วยๆ มีอีกเยอะ อายุมันไม่ได้บ่งบองถึงความบรรลุนิติภาะอะไรมากมายเลยนะเนี๊ยะ เห็นแล้วอนาจใจอย่างแรง อย่างจะรู้ว่าบั้นปลายพวกควรเหล่านี้เค๊าจะเป็นยังไง
ถ้าเจะอเจอคนพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือแก่ ก็ขอใส่เกียร์ถอยหลังก็แล้วกันนะ......จะเอิ๊ก จะเอิีก
เออ เขียนๆมาเนี๊ยะ ขี้กากจะกินหัวป๊ะหวะ ลามปามคนแก่ แต่คิดว่าคงไม่นะ เพราะคนแก่ก็ไม่ได่ทำตัวให้ดี ให้เรานับถืออะไรเลย เราก็สระผมทุกวัน คงไม่มีขี้กากขึ้นหัวน่า ฮาาาาาาาาาาาาาาาา อย่างแรง
Saturday, February 13, 2010
ชีวิตที่ต้องมองไปข้างหน้า
เคยบ้างมั๊ย ที่มีความรู้สึกว่าตัวเองหนะจมปักอยู่แต่กับสิ่งเดิมๆ สิ่งเก่าๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แนะนำให้เงยหน้าขึ้น แล้วมองไปข้างหน้า ให้นึกถึงและวางแผนชีวิตว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง อนาคตเราเดาไม่ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่นั่นมันเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าค้นหา เราอย่าเอาชีวิตมาจมปักอยู่กับสิ่งเดิมๆเก่าๆ สี่งที่มันผ่านมาแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อนาคตสิ เราสามารถวางแผนและดัดแปลงให้เป็นในสิ่งที่เราอยากให้มันเป็นได้
เอาความผิดพลาดในอดีตและปัจจุบันมาเป็นบทเรียน เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต อะไรที่มันผิดพลาดก็อย่าทำผิดอีกเป็นรอบที่ 2 เกิดมาเป็นคนทั้งที อย่าให้เสียชาติเกิด เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น แก้ไขในสิ่งที่บกพร่อง ถ้าล้มแล้วก็ต้องลุกขึ้นแล้วเดินต่อไปข้างหน้า ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อะไรที่ผิดพลาดมาแล้วในอดีต ไม่ต้องไปฟูมฟาย โศกเศร้าเสียใจกับมันมากมาย หายใจลึกๆ แล้วก็สู้ชีวิตกันต่อไป คนเรานะ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ไม่ควรท้อแท้หรือสิ้นหวังกับชีวิต เมื่อวานเป็นเรื่องของอดีต แก้ไขอะไรไม่ได้ วันนี้และอนาคต เราสามารถป้องกันผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตได้ ขอแต่เพียงให้เรียนรู้ที่จะมองและเดินไปข้างหน้าเท่านั้นก็เป็นพอ
อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ถ้าเราเลิกค้นหา หรือเลิกมองไปข้างหน้า เราก็จะย่ำอยู่กับที่ อยู่ที่เดิมๆ หรือบางคนที่จมปักอยู่แต่กับอดีต ชีวิตเค๊าก็จะไม่มีความเป็นปัจจุบัน เพราะชีวิตเค๊าจะยึดติดอยู่กับแต่เรื่องของเมื่อวาน โอดครวญไปก็เท่านั้น ทำอะไรไม่ได้หรอก ก็คงต้องมีวิธีเดียวแหละ คือเลิกโอดครวญกับเรื่องเก่าๆ เรื่องเดิมๆ เรื่องของอดีต เริ่มต้นใหม่วันนี้ มองไปข้างหน้า มันอาจจะสวยหรู หรือมีขวากหนามก็ตามแต่ แต่มันก็เป็นสิ่งที่น่าค้นขว้าและค้นหาไม่ใช่หรือ
วันนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ มองไปข้างหน้ากันเถอะ มันคงจะต้องมีอะไรที่เราจะได้เจอะเจออีกเยอะ แต่นั่นมันก็เป็น part of life มิใช่หรือ :) เกิดมาแล้วก็ต้องสู้ แล้วเดินหน้ากันต่อไป
เอาความผิดพลาดในอดีตและปัจจุบันมาเป็นบทเรียน เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต อะไรที่มันผิดพลาดก็อย่าทำผิดอีกเป็นรอบที่ 2 เกิดมาเป็นคนทั้งที อย่าให้เสียชาติเกิด เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น แก้ไขในสิ่งที่บกพร่อง ถ้าล้มแล้วก็ต้องลุกขึ้นแล้วเดินต่อไปข้างหน้า ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อะไรที่ผิดพลาดมาแล้วในอดีต ไม่ต้องไปฟูมฟาย โศกเศร้าเสียใจกับมันมากมาย หายใจลึกๆ แล้วก็สู้ชีวิตกันต่อไป คนเรานะ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ไม่ควรท้อแท้หรือสิ้นหวังกับชีวิต เมื่อวานเป็นเรื่องของอดีต แก้ไขอะไรไม่ได้ วันนี้และอนาคต เราสามารถป้องกันผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตได้ ขอแต่เพียงให้เรียนรู้ที่จะมองและเดินไปข้างหน้าเท่านั้นก็เป็นพอ
อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ถ้าเราเลิกค้นหา หรือเลิกมองไปข้างหน้า เราก็จะย่ำอยู่กับที่ อยู่ที่เดิมๆ หรือบางคนที่จมปักอยู่แต่กับอดีต ชีวิตเค๊าก็จะไม่มีความเป็นปัจจุบัน เพราะชีวิตเค๊าจะยึดติดอยู่กับแต่เรื่องของเมื่อวาน โอดครวญไปก็เท่านั้น ทำอะไรไม่ได้หรอก ก็คงต้องมีวิธีเดียวแหละ คือเลิกโอดครวญกับเรื่องเก่าๆ เรื่องเดิมๆ เรื่องของอดีต เริ่มต้นใหม่วันนี้ มองไปข้างหน้า มันอาจจะสวยหรู หรือมีขวากหนามก็ตามแต่ แต่มันก็เป็นสิ่งที่น่าค้นขว้าและค้นหาไม่ใช่หรือ
วันนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ มองไปข้างหน้ากันเถอะ มันคงจะต้องมีอะไรที่เราจะได้เจอะเจออีกเยอะ แต่นั่นมันก็เป็น part of life มิใช่หรือ :) เกิดมาแล้วก็ต้องสู้ แล้วเดินหน้ากันต่อไป
Friday, February 12, 2010
lost identity
ที่นี่ พี่ J สังเกตุน้องๆ เด็กๆคนไทยบางกลุ่ม กลุ่มนี้คือเด็กจริงๆ ส่วนมากอายุก็อยู่ในวัยเรียน high school มีหลายคนเหลือเกินที่มาอยู่ที่นี่ เพราะว่าแม่แต่งงานใหม่กับฝรั่ง พอแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แม่ก็จะคิดเอาง่ายๆว่า อยากเอาลูกมาอยู่ที่นี่ด้วย เพื่อที่ลูกจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ลูกจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือเปล่านั้น เราไม่รู้หรอก แต่เท่าที่สังเกตุดูเด็กๆกลุ่มนี้ก็คือ
ดูๆไปแล้วเด็กกลุ่มนี้ ถึงแม้จะอยู่เป็นคน local ที่นี่ ก็ดูเหมือนจะ lost identity ของตัวเอง จะทำตัวเป็นเหมือนเด็กออสซี่ทั่วๆไปก็ไม่ใช่ จะทำตัวเป็นเด็กไทย หรื๊อก็ไม่ใช่อีก เออ สงสัยจะเป็น lost identity จริงๆ
- เด็กๆกลุ่มนี้ ไม่ได้มาจากฐานครอบครัวที่ร่ำรวยอะไรมากมาย ส่วนมากก็เป็นเด็กมาจากต่างจังหวัด ภาษาอังกฤษ ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย พ่อแม่ก็คงคิดเอาง่ายๆว่า เอามาเรียนที่นี่เดี๋ยวก็ได้ภาษาอังกฤษเอง ถามว่าได้ภาษาอังกฤษมั๊ย ก็คงได้แหละนะ แต่จะเป็นภาษาพูดมากกว่า คือเอาเป็นว่า พูดจา สื่อสารรู้เรื่อง แต่จะให้เขียนหรืออ่านในห้องเรียนเนี๊ยะ ก็คงจะไม่ได้ดีเท่าที่ควร
- เมื่อเด็กๆมีปัญหาในเรื่องของภาษา ก็จะทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนในห้อง กลายเป็นปมด้อยไป หลายคนพอจบ year 10 (ม.4) ก็เลิกเรียนหนังสือไปเลย ออกมาทำงานล้างจานตามร้านอาหารไทยทั่วๆไป โรงเรียนที่นี่บังคับเรียนถึง year 10 แต่ก็ได้ยินข่าวมาแว่วๆว่า กฏหมายใหม่จะบังคับเรียนถึง year 11
- บางคนนอกจากจะเรียนในห้องไม่รู้เรื่องแล้ว แถมพุดคุยกับเพื่อนๆในห้องไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย สุดท้ายก็คบหาสมาคมกับเพื่อนๆที่เป็นฝรั่งไม่ได้ เค๊าก็จะจับกลุ่มกันเฉพาะเด็กเอเชีย หรือไม่ก็เด็กไทยล้วนๆไปเลย
- หลายคนที่ drop ออกจากโรงเรียนตอน year 10 ชีวิตเค๊าก็จะลอยไปลยอมา ดูไร้จุดหมาย วันๆก็ไม่รู้จะทำอะไร เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย งานก็ใช่ว่าจะได้มีทำกันทุกวันไปสะทุกคน
ดูๆไปแล้วเด็กกลุ่มนี้ ถึงแม้จะอยู่เป็นคน local ที่นี่ ก็ดูเหมือนจะ lost identity ของตัวเอง จะทำตัวเป็นเหมือนเด็กออสซี่ทั่วๆไปก็ไม่ใช่ จะทำตัวเป็นเด็กไทย หรื๊อก็ไม่ใช่อีก เออ สงสัยจะเป็น lost identity จริงๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)